วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การลดต้นแขน

ต้นแขนใหญ่

สาว ๆ ที่มีต้นแขนใหญ่เกินกว่าสัดส่วนที่ควรจะเป็น หรือแขนย้วย แขนหย่อนคล้อยไม่ตึงกระชับ มักจะประสบปัญหาตามหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งตัว ที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจกับการใส่เสื้อแขนกุด สายเดี่ยว หรือเสื้อโชว์แขนทั้งหลาย ยิ่งใส่ยิ่งเสียเซลฟ์ความมั่นใจกับแขนล่ำ ๆ ของตัวเอง แม้แต่เวลาถ่ายรูปกับเพื่อน ๆ ก็เป็นอันต้องวิ่งหลบไปอยู่ข้างหลังแทบทุกที หรือทำให้เสียเวลาหามุมกล้องกันอยู่พักใหญ่ตอนถ่ายเซลฟี่ เฮ้อออ T-T
สำหรับวิธีลดต้นแขนนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี มีทั้งได้ผลบ้างและไม่ได้ผลบ้าง แต่วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีลดต้นแขนแบบง้ายง่าย ที่คุณสามารถทำได้สบาย ๆ มาฝาก โดยจะทำให้แขนของคุณเรียวสวยขึ้นได้ภายใน 7 วัน !

วิธีลดต้นแขน

  1. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายโดยเน้นลดต้นแขนจะต้องโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อแขนด้านหน้าและด้านหลังเพื่อให้เกิดความกระชับทุกส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อยแต่เห็นผลแน่นอน
  2. เปลี่ยนพฤติกรรม หากต้องการมีรูปร่างที่ดูดีอยู่กับเราไปนาน ๆ คุณควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างน้ำสะอาด นม ผักและผลไม้ และให้ลดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกทอด ๆ ที่มีไขมันสูง แป้ง น้ำตาล ฯลฯ แล้วหันมาออกกำลังแขนเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ
  3. เลือกสวมใส่เสื้อผ้าสักนิด เสื้อแขนสั้นมักจะรัดต้นแขนทำให้เห็นความใหญ่ของแขนชัดเจน ส่วนเสื้อแขนยาวก็อาจทำให้แขนดูตัน ๆ แต่ถ้าคุณลองเปลี่ยนมาใส่เสื้อแขนสามส่วน ความยาวของแขนเสื้อจะมาสิ้นสุดเอาตรงส่วนที่เล็กที่สุดของท่อนแขนพอดี จะทำให้แขนดูไม่ใหญ่ได้ หรือเลือกใส่เสื้อแขนยาวซีทรู เพื่อให้มองเห็นได้ราง ๆ ซึ่งจะช่วยทำให้แขนไม่ดูตันหรือจงใจปกปิดมากจนเกินไป หรืออีกวิธีให้เลือกใส่เสื้อที่เปิดให้เห็นเนื้อแค่เพียงช่วงไหล่ จะเป็นแขนสั้นหรือยาวขนาดใดก็ได้ วิธีนี้จะช่วยพรางต้นแขนได้ดีเลยทีเดียว เพราะจุดสนใจจะเปลี่ยนไปอยู่ตรงที่เปิดโชว์แทน (แทนที่จะเป็นต้นแขน) และสิ่งที่ต้องระวังก็คืออย่าเลือกใส่เสื้อที่แขนเสื้อดูรัดแน่นหรือใหญ่เกินไปจนดูรุงรัง เพราะจะยิ่งกลายเป็นการเน้นให้เห็นถึงความใหญ่ของต้นแขนให้ชัดขึ้น !!
  4. ปลอกกระชับต้นแขน มีให้เลือกอยู่หลายเกรดหลายราคา มีทั้งแบบเนื้อผ้าทอด้วยเส้นใยพิเศษหรือเป็นแบบพลาสติกตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน วิธีใช้ก็ง่ายและสะดวกมาก แค่สวมใส่ติดแขนไว้ ก็จะช่วยทำให้ต้นแขนดูฟิตขึ้นได้ทุกเวลา จะสวมใส่ตอนอยู่บ้าน ตอนนอน หรือใส่ไปทำงานก็ได้
    ปลอกกระชับต้นแขน
  5. ครีมลดต้นแขน หรือครีมร้อน-เย็นกระชับสัดส่วน ส่วนใหญ่ที่มีขายจะเป็นในรูปแบบของโลชั่น ครีม หรือเจล ที่มีสารสกัดจากสมุนไพร เมื่อทาแล้วจะเกิดความร้อนในอุณหภูมิที่ทนได้ ความร้อนและเย็นเหล่านี้จะไปช่วยสลายไขมันได้หากถูนวดเป็นประจำ ทำให้ผิวบริเวณนั้นดูกระชับและเล็กลง
  6. ฉีดลดต้นแขน หรือ เมโสแฟต (Mesotherapy) เป็นการฉีดยาที่มีสรรพคุณช่วยสลายไขมันต้นแขนส่วนเกินเข้าไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังโดยตรง โดยยาที่ใช้จะเป็นกลุ่มยาหลาย ๆ ตัวผสมกันแล้วฉีด เช่น Phosphatidylcholine, L-carnitine, Deoxycholate, Dexpanthenol (B5), Amino acids, Minerals ฯลฯ ซึ่งตัวยาจะเข้าไปทำให้ผนังไขมันเกิดการแตกตัว ไขมันที่จับตัวกันเป็นก้อนจะสลายออกเป็นไขมันเหลว แล้วรอร่างกายดูดซึมกลับไปเอง โดยวิธีนี้อาจจะต้องฉีดต่อเนื่องอยู่เรื่อย ๆ เพราะการฉีดครั้งหนึ่งจะละลายไขมันได้แค่เพียงบางส่วนเท่านั้น จึงทำให้หลายคนทำแล้วไม่ได้ผล (ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่เป็นอย่างในภาพ)
    ฉีดลดต้นแขน
  7. RF (Radio Frequency) นวดลดต้นแขน ช่วยขจัดไขมันส่วนเกิน เป็นวิธีการปล่อยคลื่นไฟฟ้าแบบอ่อน ๆ ในรูปของคลื่นวิทยุผ่านทะลุผิวชั้นบนเพื่อไปเพิ่มอุณหภูมิของผิวหนังในชั้นลึกและประสานไปกับการนวด ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลเวียนกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนรูปของพลังงานจากภายใน ช่วยขจัดเซลลูไลท์และไขมันที่สะสมอยู่ตามต้นแขนได้ และยังช่วยในการกระชับสัดส่วนได้อีกด้วย โดย RF จะไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและการหดตัวของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อชั้นบาง ๆ ที่อยู่ในผิวหนัง ทำให้ผิวหนังกระชับขึ้น มีความปลอดภัยสูง แต่อาจจะต้องทำหลายครั้งกว่าจะเห็นผลที่ชัดเจน (ภาพจาก : siamlaserclinic)
    RF ลดต้นแขน
  8. ฉีดคาร์บ็อกซี่ลดต้นแขน (Carboxy Therapy) อีกหนึ่งวิธีกําจัดเซลลูไลท์ต้นแขน เป็นเทคนิคการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยาย นำออกซิเจนเข้าสู่ชั้นไขมันและเกิดปฏิกิริยาเร่งสลายไขมันให้กลายเป็นอุณหภูมิความร้อน พยาบาลจะใช้สายรัดโกยไขมันให้มากองเป็นกลุ่มก้อน โดยรัดบริเวณขาหนีบและเหนือข้อเข่า เพื่อป้องกันไม่ให้ก๊าซวิ่งเข้าขาหนีบและเหนือหัวเข่า หลังจากนั้นหมอจะใช้เข็มขนาดเล็กต่อกับเครื่องคาร์บ็อกซี่และถังก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วจิ้มเข็มผ่านผิวหนังเข้าสู่ชั้นไขมันด้านล่าง แล้วจึงเริ่มปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตอนเดินก๊าซจะรู้สึกเจ็บแสบยุบยิบ โดยสามารถเดินก๊าซเข้าไปจนขาบวมเต่งเต็มที่ ทำให้เห็นเซลลูไลท์ขึ้นเป็นลอน ๆ หลังฉีดเสร็จก็นอนพักสักครู่ ขาที่ป่องบวมก็ค่อย ๆ กลับสู่สภาวะปกติใน 10 นาที ส่วนจะเห็นผลมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับคนไข้ด้วย และอาจต้องมีการทำซ้ำหลายครั้ง โดยส่วนมากจะเริ่มเห็นผลประมาณครั้งที่ 3 ขึ้นไป วิธีนี้แม้จะช่วยสลายเซลลูไลท์ทำให้แขนดูเฟิร์มขึ้นได้ก็จริง แต่ถ้าทำไปแล้วไม่ควบคุมอาหารขากลับมาใหญ่เหมือนเดิมแน่ครับ จึงไม่ขอแนะนำดีกว่า
  9. ดูดไขมันต้นแขน (Liposuction) เป็นการผ่าตัดแบบเก่า ซึ่งในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว (แต่จะเปลี่ยนมาใช้ Vaser แทน) โดยเป็นการดูดเอาเซลล์ไขมันออกตามท่อ ถ้าแพทย์ไม่ชำนาญอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ และต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะจะทำให้มีรอยฟกช้ำบวมหลังการผ่าตัด สำหรับบางรายอาจพบอาการผิวหนังเป็นคลื่นไม่เรียบ เพราะผิวที่เคยมีไขมันพยุงไว้กลายเป็นโพรงจากการถูกดูดไขมันออกไป ทำให้ผิวหย่อนยานและเป็นคลื่น
  10. Vaser ต้นแขน (Vaser liposelection) ไม่ใช่การผ่าตัดเหมือน Liposuction แต่จะเป็นการใช้เข็มที่มีขนาดเล็กเป็นตัวนำพลังงานคลื่นเสียง (Ultrasound) ลงไปช่วยสลายไขมันใต้ผิวหนัง เซลล์ไขมันที่เป็นก้อนจะถูกสลายกลายเป็นของเหลว ทำให้ดูดออกมาได้โดยง่าย ส่วนไขมันที่เหลือจะถูกขับออกโดยการขับออกเองตามธรรมชาติ เห็นผลได้ทันทีหลังทำเสร็จ ผลข้างเคียงน้อย ราคาทำต่อครั้งค่อนข้างสูง ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน ถ้าทำไปแล้วแต่ไม่ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายก็กลับมาเป็นอีก (ภาพจาก : dodeden.com by PatterSmitty ภาพก่อนและหลังทำ 1 สัปดาห์)
    Vaser-ต้นแขน

ออกกำลังกายลดต้นแขน

  1. กระโดดเชือก เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเฟิร์มแขนได้ดีนัก เพราะตลอดเวลาที่เล่น แขนเราจะเกร็ง แถมมีการหมุนแขนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หากทำวันละร้อยครั้งเพียงไม่กี่วันก็จะช่วยทำให้แขนเฟิร์มขึ้นได้
  2. การวิ่งเป็นประจำ ให้วิ่งวันละประมาณ 30-60 นาที อย่างน้อย 4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ วิธีนี้จะช่วยลดไขมันได้ทั่วร่างกายรวมทั้งต้นแขนของคุณ
  3. ว่ายน้ำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง การว่ายน้ำจะช่วยเผาผลาญไขมันส่วนแขนและส่วนขาได้เป็นอย่างดี ทำให้สัดส่วนต่าง ๆ กระชับขึ้น รูปร่างได้สัดส่วน โดยหากเราว่ายน้ำแบบฟรีสไตล์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานไปได้ถึง 800 แคลอรี ซึ่งนักวิ่งจ๊อกกิ้งอาจจะต้องวิ่งเป็นระยะทางถึง 4 เท่า ของการว่ายน้ำ จึงจะเผาผลาญแคลอรีได้ในจำนวนเท่ากัน
  4. เครื่องออกกำลังกายลดต้นแขน (Rowing Machine) หาเล่นได้ในฟิตเนสทั่วไปครับ โดยให้เล่นอย่างน้อยเป็นเวลา 20 นาที ในครั้งเดียว ร่างกายจะเผาผลาญไขมันและเสริมสร้างกล้ามเนื้อแขนได้เป็นอย่างดี
    เครื่องออกกำลังกายลดต้นแขน
  5. เครื่องวิ่งกึ่งสเต็ปหรือเครื่องเดินวงรี (Elliptical) ก็ได้ครับ ช่วยลดได้ทั้งต้นแขนและขา หาเล่นได้ในฟิตเนสทั่วไปครับ
    วิธีออกกําลังกายลดต้นแขน
  6. ชกลม เป็นการออกกำลังกายส่วนท่อนแขนและหัวไหล่ ทำให้ได้รูปทรงและกระชับมากขึ้น โดยให้ก้าวเท้าด้านใดด้านหนึ่งออกไปข้างหน้า ยืนให้มั่นคง กำหมัดเปล่า ๆ แล้วชกตรงออกไปข้างหน้า เวลาชกให้ขาข้างที่ชกเหยียดตึง สะโพกบิดตามการชกเล็กน้อย สลับกันทำซ้ายและขวา
  7. ฮูลาฮูปแขน เป็นการออกกำลังลดต้นแขนโดยใช้ฮูลาฮูปที่มีขายทั่วไปที่เราเอาไว้ใช้หมุนรอบเอวนี่แหละ แต่ให้เอามาหมุนไปรอบ ๆ แขนแทน โดยเริ่มจากต้นแขนแล้วไล่ลงมาจนถึงข้อมือสลับกันซ้ายและขวา หรือจะทำให้พร้อมกันสองข้างเลยก็ได้ถ้ามีฮูลาฮูป 2 วง
    ฮูลาฮูปลดต้นแขน
  8. เหยียดบ่อย ๆ นอกจากจะออกกำลังกายบริหารลดต้นแขนที่ควรทำเป็นประจำแล้ว ถ้าคุณอยากให้ต้นแขนลดลงไว ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก ก็อย่าปล่อยเวลาเหล่านี้ให้เปล่าประโยชน์ เพราะทุกที่ทุกเวลาคุณก็สามารถบริหารเพื่อเพิ่มความเพรียวของต้นแขนได้ เช่น ตอนตื่นนอน ให้วอร์มอัพร่างกายก่อนลุกจากที่นอน ด้วยการเหยียดมือขึ้นประสานไว้เหนือศีรษะให้สุดแขน แล้วเอี้ยวตัวไปทางซ้ายให้สุดและเอี้ยวมาทางขวาให้สุด ส่วนตอนรถติดทำอะไรไม่ได้ก็จับพวงมาลัยให้มั่นแล้วเกร็งแขนดันหน้าอกเข้าหาพวงมาลัย (คล้ายกับการวิดพื้น) เมื่อมาถึงที่ทำงาน ตอนนั่งทำงานคิดอะไรไม่ออก ตอนพักเบรก หรือมีเวลาว่าง ๆ ก็ให้เกร็งแขน แล้วดันเก้าอี้ที่นั่งอยู่ออกจากโต๊ะ แล้วก็ดึงกลับเข้ามาที่เดิม หรืออาจจะยกหนังสือหนัก ๆ ชูขึ้นไปทางซ้ายทีทางขวาทีก็ได้ และตอนเวลาคุณไปช็อปปิ้ง ก็ให้ใช้ถุงข้าวของสารพันที่ได้จากการช็อปนี้แหละมาใช้แทนดัมบ์เบลล์เลย เดิน ๆ ไปก็เกร็งแขนไป ยกถุงขึ้นลง จะช่วยให้กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหว หรือแกว่งแขนไปมาเพื่อบริหารช่วงไหล่ก็ได้ เป็นต้น
    วิธีลดต้นแขนใหญ่
  9. บริหารต้นแขนง่าย ๆ ด้วยท่าลดต้นแขน ดูในหัวข้อถัดไปได้เลยครับ
  10. โยคะลดต้นแขน การเล่นโยคะก็ช่วยลดต้นแขนได้เช่นกันครับ ดูได้ในหัวข้อสุดท้ายเลยครับ
advertisement M23 

ท่าลดต้นแขน

  • สูตร 1 เวทเทรนนิ่งโดยใช้ดัมบ์เบลล์ 1 กิโลกรัม หรือขวดน้ำ 1 ลิตร ให้ทำวันละ 5 ท่า แบบไม่หักโหม ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน
    • ท่า 1 ให้ยืนกางขา งอเข่าเล็กน้อย แล้วโน้มตัวมาข้างหน้า ถือดัมบ์เบลล์แนบชิดหน้าอกและเกร็งแขนไว้ จากนั้นเหยียดให้แขนออกไปด้านหลังให้สุด แล้วกลับมาท่าเดิม โดยให้ทำเช่นนี้ 20 ครั้ง
      ท่าลดต้นแขน
    • ท่า 2 ให้ยืนตรง กางขาออกประมาณหัวไหล่ งอเข่าเล็กน้อย งอแขนทั้งสองข้างและถือดัมบ์เบลล์ในระดับหัวไหล่และเกร็งแขนไว้ จากนั้นยืดแขนออกไปข้างหน้าให้สุดและตึงที่สุด โดยรักษาระดับแขนไว้ประมาณหัวไหล่ แล้วกลับมาท่าเดิม โดยให้ทำเช่นนี้ 20 ครั้ง
      ท่าบริหารลดต้นแขน
    • ท่า 3 ให้ยืนตรง กางขาออกประมาณหัวไหล่ งอเข่าเล็กน้อย ถือดัมบ์เบลล์ไว้ข้างลำตัว จากนั้นค่อย ๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นให้สุดพร้อมกัน โดยให้เกร็งแขนและรักษาระดับไว้ไม่ให้แขนสูงเกินหัวไหล่ แล้วกลับมาท่าเดิม โดยให้ทำเช่นนี้ 20 ครั้ง
      ท่าออกกําลังกายลดต้นแขน
    • ท่า 4 ให้ยืนตรง กางขาออกประมาณหัวไหล่ งอเข่าเล็กน้อย ถือดัมบ์เบลล์แล้วตั้งข้อศอกในระดับศีรษะ เกร็งแขนไว้ จากนั้นค่อย ๆ ดันแขนทั้งสองข้างเข้ามาด้านหน้า แล้วกลับมาท่าเดิม โดยให้ทำเช่นนี้ 20 ครั้ง
      ยกดัมเบลลดต้นแขน
    • ท่า 5 ให้นั่งหลังตรงในท่าขัดสมาธิ งอแขนและถือดัมบ์เบลล์ โดยหันมือออกด้านนอกในระดับหัวไหล่ เกร็งแขนไว้ จากนั้นให้ยืดแขนออกไปด้านข้างให้สุดและตึงที่สุด แล้วกลับมาท่าเดิม โดยให้ทำเช่นนี้ 20 ครั้ง
      ยกเวทลดต้นแขน
  • สูตร 2 เวทเทรนนิ่งโดยใช้ดัมบ์เบลล์ 1 กิโลกรัม หรือขวดน้ำ 1 ลิตร ท่าละ 20 ครั้งต่อวัน
    • ท่า 1 เป็นท่าฟิตต้นแขนหน้าด้าน ด้วยการนั่งหรือยืนถือดัมบ์เบลล์ในระดับศีรษะ (ไม่แอ่นหลังและไม่ก้มหน้า) โดยให้ข้อศอกทั้งสองข้างงอประมาณ 90 องศาฯ จากนั้นค่อย ๆ ออกแรงชูดัมบ์เบลล์ขึ้นให้สุดแขนโดยหันอุ้งมือไปข้างหน้า
    • ท่า 2 เป็นท่าเฟิร์มต้นแขนด้านหลัง โดยเริ่มจากนั่งหรือยืนตัวตรง ให้มือข้างหนึ่งถือดัมบ์เบลล์ไว้ด้านหลังศีรษะ โดยงอข้อศอกไว้ จากนั้นค่อย ๆ ออกแรงยืดแขนให้ชี้ตรงขึ้นเพดาน สลับข้างซ้ายและขวา
  • สูตร 3 สูตรกระชับต้นแขนสำหรับสาว ๆ ที่อยากลดต้นแขนใหญ่ให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม
    • ท่า 1 (Tricep Dips) เริ่มต้นให้เอามือทั้งสองข้างวางไว้บนเก้าอี้ ให้ความกว้างอยู่ประมาณช่วงไหล่ ขาวางตั้งฉาก 90 องศาฯ (หรือเหยียดขาออกไปอีกเพื่อเพิ่มความยาก) จากนั้นค่อย ๆ งอข้อศอก ย่อตัวลงอย่างช้า ๆ โดยให้แขนตั้งฉาก ในขณะที่สะโพกอยู่ไม่ห่างจากตัวเก้าอี้มากนัก จากนั้นค่อย ๆ ดันตัวขึ้น โดยให้ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 15 ครั้ง
      ท่า Tricep Dips
    • ท่า 2 (Tricep Kickback) ให้ยืนถือดัมบ์เบลล์ไว้ทั้งสองข้าง (ยืนให้ปลายเท้าห่างประมาณหัวไหล่) โดยพับช่วงสะโพกไว้ตามรูป จากนั้นให้ยกต้นแขนขึ้นโดยให้ขนานกับสะโพก ส่วนข้อศอกทำมุม 90 องศาฯ จากนั้นเหยียดแขนออกอย่างช้า ๆ จนสุดแนบกับลำตัวกระทั่งแขนตึงและเกร็งค้างไว้ (ห้ามสวิงแขน) โดยให้ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 15 ครั้ง
      ท่า Tricep Kickback
    • ท่า 3 ท่าบริหารต้นแขนโดยใช้เครื่องแมชชีนที่ฟิตเนสช่วยอีกแรง เริ่มต้นให้นั่งลงที่เบาะที่มีความเฉียงประมาณ 45 องศาฯ แล้ววางมือลงบนที่จับ โดยหันฝ่ามือเข้าหาลำตัว ข้อศอกชี้ไปด้านหลังตั้งฉาก 90 องศาฯ จากนั้นให้กดตัวอุปกรณ์เพื่อดันลงแล้วงอกลับขึ้นมาตำแหน่งเดิม ค้างไว้ 1 วินาที แล้วทำซ้ำต่อไปเรื่อย ๆ (ตอนผ่อนแรงให้หายใจเข้า ส่วนตอนออกแรงกดให้หายใจออก) โดยให้ทำทั้งหมด 3 เซต เซตละ 15 ครั้ง
      ท่าแมชชีน

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การแต่งกายไปสนามหลวง




ผู้ชาย
  • เสื้อเชิ้ต/เสื้อยืด/เสื้อสีดำทรงสุภาพ *งดแขนกุดหรือรัดรูป
  • กางเกงขายาวสีดำ/สีเข้ม งดรัดรูป/ขาด/มีลวดลาย
  • รองเท้าคัทชู/หุ้มส้น
ผู้หญิง
  • เสื้อเชิ้ต/เสื้อยืด/เสื้อสีดำทรงสุภาพ *งดแขนกุดหรือรัดรูป
  • กระโปรง/เดรสยาวถึงเข่าหรือกางเกงขายาวสีดำ/สีเข้ม งดรัดรูป/ขาด/มีลวดลาย
  • รองเท้าคัทชู/หุ้มส้น
    * รองเท้าแตะหรือรัดส้นได้ แต่ก่อนเข้าไหว้ต้องถอดข้างนอก

การแต่งกาย กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (เริ่ม 29 ตุลาคม 2559)

cover_1200x630วิธีการแต่งกาย เตรียมตัว
ผู้ชาย
  • เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทดำ/สีเชิ้ตสีดำ/สูทดำ(หากมี)
  • กางเกงขายาวสีดำ ทรงสุภาพ
  • รองเท้าคัทชู/หุ้มส้น
ผู้หญิง
  • เสื้อเชิ้ต ทรงสุภาพสีดำ งดแขนกุดหรือรัดรูป/สูทดำ(หากมี)
  • กระโปรงหรือเดรส ยาวคลุมเข่าเท่านั้น
  • รองเท้าคัทชู/หุ้มส้น

ข้อดีและข้อเสียของการจัดฟัน

ข้อดีของการจัดฟัน

  1. เพื่อความสวยงามและเพื่อบุคลิกภาพที่ดีขึ้น ฟันดูสวยงาม ยิ้มสวยมากขึ้น ยิ่งในยุคนี้ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ล้วนแล้วแต่มีเกณฑ์การคัดเลือกในเรื่องของบุคลิกกันทั้งสิ้น ผู้ที่มีบุคลิกที่ดีกว่าย่อมมีโอกาสได้รับการคัดเลือกมากกว่า การมีรอยยิ้มที่สวยงามจะทำให้เจ้าของรอยยิ้มมีบุคลิกที่ดี กล้าแสดงออก และมีเสน่ห์ ทำให้อยู่ในสภาวะสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ การจัดฟันจึงถือเป็นเรื่องที่น่าลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคุณ
  2. เพื่อให้ฟันทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีการสบฟันที่ดีขึ้น และเคี้ยวอาหารได้ดีกว่าเดิม
  3. เพื่อสุขภาพที่ดีของช่องปากและฟัน เพราะหากมีปัญหาฟันซ้อนเก ฟันยื่น ฯลฯ จะทำให้การทำความสะอาดฟันเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง และมักเกิดปัญหาฟันผุตามมา เมื่อจัดฟันให้เข้าที่เข้าทางแล้ว การทำความสะอาดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้
  4. ช่วยลดการมีกลิ่นปาก เนื่องจากการแปรงฟันไม่สะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ การจัดฟันอาจช่วยลดปัญหากลิ่นปากได้เป็นอย่างดี
  5. บางคนจัดฟันแล้วนิสัยรักษาความสะอาดและความมีระเบียบวินัยจะมีมากขึ้นจนติดเป็นนิสัย
  6. ในบางรายจัดแล้วโครงหน้าอาจเข้ารูปและดูดีมากขึ้น หรือหน้าดูเรียวมากขึ้น
  7. การจัดฟันเป็นแฟชั่นที่ทำแล้วดูไม่น่าเกลียด จัดแล้วดูน่ารัก และช่วยเพิ่มจุดเด่นให้คนอื่นจำเราได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
  8. ช่วยดัดนิสัยการรับประทานอาหารทางอ้อม จัดฟันแล้วนึกจะกินอะไรก็กินได้เลยเหมือนแต่ก่อนคงทำไม่ได้แล้ว
  9. ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องฟันห่างหรือฟันมีลักษณะการสบฟันหน้าแบบสบเปิด (กัดเส้นก๋วยเตี๋ยวไม่ขาด) หลังจัดฟันเสร็จแล้ว จะช่วยให้มีการออกเสียงพูดได้ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเสียง “ส.เสือ”

ข้อเสียของการจัดฟัน

  1. การจัดฟันไม่ว่าแบบถูกหรือแพง แต่ยังไงก็แพงอยู่ดี
  2. ในบางรายต้องถอนฟัน (สมบูรณ์) ออกไปหลายซี่
  3. ปากห้อยมากขึ้น (อมเหล็ก) ในช่วงแรก ๆ จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่รูปปากของแต่ละคนด้วย
  4. เจ็บมาก เจ็บน้อย ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดฟันที่เลือก แต่ยังไงก็เจ็บอยู่แล้ว จะเจ็บตอนถอนฟัน ดึงลวด หรือลวดบาดปากก็แล้วแต่กรณี
  5. ใช้เวลานานกว่าฟันจะเริ่มเข้าที่เข้าทางอย่างน้อยประมาณ 2 ปี
  6. ในขณะติดเครื่องมือจัดฟันจะทำความสะอาดฟันได้ยาก และเสี่ยงต่อฟันผุได้ถ้าไม่ดูแล
  7. อาหารอาจติดเหล็กจัดฟันได้บ่อย สำหรับผู้หญิงการพกกระจกติดตัวไว้ตลอดเวลาจะช่วยได้เยอะ
  8. พูดไม่ชัดบ้างในระยะแรกหลังการจัดฟัน
  9. ในกรณีที่จัดฟันด้านนอกแบบธรรมดา หลังแกะเครื่องมือออก ผิวฟันอาจไม่เรียบ
  10. ตอนใส่รีเทนเนอร์ อาจจะน่ารำคาญสุด ๆ สำหรับบางคน ไม่ใส่นาน ๆ ก็ไม่ได้ เพราะฟันจะเคลื่อน ฟันห่างหรือล้ม ไม่แข็งแรง แค่ไม่ใส่วันสองวัน มาใส่อีกทีก็เจ็บจะแย่แล้ว บางคนกับถึงต้องจัดฟันใหม่อีกรอบก็มี
  11. บางทีมันก็เป๊ะเกินไป อย่างบางคนก่อนจัดฟัน มีฟันเกแบบเบี้ยวเสน่ห์ คนเห็นแล้วจำได้ แต่พอจัดเสร็จ ฟันเรียงสวยงาม คนกลับจำหน้าไม่ได้ นี่แหละเสน่ห์ที่หายไป
  12. บางรายอาจรู้สึกว่าฟันอ่อนแอมาก เคี้ยวอะไรแข็ง ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม
  13. บางรายจัดฟันเสร็จแล้วหน้าดูตอบ
  14. ต้องไปพบทันตแพทย์เป็นประจำ

ขั้นตอนการจัดฟัน

  • หลัก ๆ แล้วในขั้นตอนการจัดฟันทั่วไป ก่อนอื่นผู้เข้ารับบริการจะต้องทำการนัดหมายทันตแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาและวางแผนในการรักษา
  • ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์แบบฟัน เพื่อบันทึกรายละเอียด ตรวจสภาพการสบฟัน และมีการเอกซเรย์ฟันเพื่อดูโครงสร้างของใบหน้าและขากรรไกร
  • ตรวจฟันก่อนว่าจะต้องทำการรักษาฟันก่อนหรือไม่ เช่น ถอนฟัน อุดฟัน รักษาโรคเหงือก รากฟัน ฯลฯ เพราะจำเป็นต้องรักษาให้หายก่อนใส่เครื่องมือจัดฟัน ทั้งนี้เพื่อความแข็งแรงและเพื่อให้การจัดฟันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฟังคำแนะนำ ข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ และตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดฟันกับทันตแพทย์
  • ทันตแพทย์จะติดเครื่องมือจัดฟันให้ ในช่วงแรกจะรู้สึกเจ็บบ้าง (ขึ้นอยู่กับวิธีการจัดฟันด้วย) แต่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์

ใครบ้างที่ควรจัดฟัน

มีเพียงทันตแพทย์เท่านั้นที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่าคุณควรจัดฟันหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากการวินิจฉัยด้วยประวัติการรักษาทางการแพทย์และทันตกรรม แบบพิมพ์ฟันของคุณ และภาพเอกซเรย์ แต่คุณอาจต้องเข้ารับการจัดฟัน หากคุณมีปัญหาดังต่อไปนี้
  • ผู้ที่มีฟันบนยื่นออกมาข้างหน้ามาก
  • ผู้ที่มีฟันล่างยื่นออกมาข้างหน้ามาก
  • ฟันห่าง มีช่องว่างระหว่างฟันอันเกิดจากการหลุดของฟันหรือฟันที่ยังขึ้นไม่เต็ม
  • ฟันซ้อนเก ฟันที่ขึ้นมามากเกินไปจนเกทับกัน
  • ฟันกัดคร่อม โดยฟันบนไม่สามารถขบได้พอดีกับฟันล่าง มีลักษณะขบแบบไขว้
  • ฟันกัดเบี้ยว จุดศูนย์กลางของฟันบนไม่ตรงกับฟันล่าง
  • ฟันสบเปิด เมื่อขบฟันแล้วมีช่องว่างเปิดระหว่างฟันบนกับฟันล่าง

ระยะเวลาในการจัดฟัน

โดยปกติแล้วการจัดฟันจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง – 3 ปี แต่ในบางรายอาจใช้เวลานานมากกว่านั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของฟันด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากผู้จัดฟันด้วยเป็นสำคัญ ว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้อย่างเคร่งครัดเพียงใด มาพบทันตแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอหรือไม่ ในช่วงเข้ารับการรักษา ทันตแพทย์จะทำการนัดตรวจทุก 1 เดือน เพื่อปรับเครื่องมือ และตรวจผลการรักษาเป็นระยะ ๆ (สำหรับการจัดฟันแบบปกติ)

ต้องถอนฟันก่อนจัดฟันหรือไม่

การที่ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าควรถอนฟันหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับความผิดปกติของคนไข้แต่ละคนว่าสมควรจะถอนหรือไม่ ถ้าต้องถอนฟันจะต้องถอนกี่ซี่ และจะต้องถอนซี่ใดบ้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องถอนฟันก่อนจัดฟันเสมอไป โดยจะมีกรณีไหนบ้างนั้นจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยสภาพช่องปาก รูปร่างใบหน้า โครงสร้างกระดูกใบหน้า ฟิล์มเอกซเรย์ แบบหล่อปูนจำลองฟันอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจ

อายุกับการจัดฟัน

อายุเท่าไรจึงควรเริ่มจัดฟันได้ ? อีกหนึ่งคำถามที่ถามกันมากที่สุด จริง ๆ แล้วการจัดฟันไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัวว่าควรจะเริ่มจัดฟันได้เมื่อไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของความผิดปกติ แต่โดยทั่วไปแล้วการจัดฟันส่วนใหญ่มักจะเริ่มทำในเด็กที่มีฟันแท้ขึ้นเกือบครบ คือ ในช่วงอายุระหว่าง 10-14 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่เด็กกำลังมีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้ามากที่สุด ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากการเจริญเติบโตของคนไข้มาช่วยในการรักษาความผิดปกตินั้น แต่ในบางกรณีอาจจะต้องจัดฟันเร็วขึ้น เช่น ในเด็กที่มีความเคยชินที่ไม่ดีบางอย่าง เช่น ชอบดูดนิ้ว ลิ้นดุนฟัน กัดริมฝีปาก หายใจทางปาก แทะเล็บหรือกัดเล็บ เพราะนิสัยเหล่านี้จะมีผลต่อการเรียงตัวของฟันหรือมีผลต่อการเจริญเติบโตของโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกรได้ ก็ควรจะเริ่มปรึกษาทันตแพทย์เพื่อแก้ไขอุปนิสัยที่ผิดปกติดังกล่าว ตั้งแต่ในระยะแรกที่ตรวจพบ
อายุมากแล้วจะจัดฟันได้หรือไม่ ? ปกติแล้วการจัดฟันสามารถทำได้เกือบทุกช่วงอายุ แต่การรักษาคนไข้ที่มีอายุมากแล้วหรือประมาณ 30 ปีขึ้นไปนั้น มักจะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดฟันอย่างมาก เช่น โรคปริทันต์ ซึ่งเป็นโรคที่มักจะรุนแรงมากขึ้นตามช่วงอายุ คนไข้ที่เป็นโรคปริทันต์จะต้องรักษาให้หายเสียก่อนถึงจะทำการจัดฟันได้ นอกจากนี้ เมื่อคนไข้มีอายุมากขึ้นก็จะมีอัตราการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้น้อยกว่าคนที่มีอายุน้อย ซึ่งขบวนการการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการจัดฟัน สรุปก็คือ คนที่มีอายุมาก ๆ ยังสามารถจัดฟันได้อยู่ แต่คนไข้ต้องมีสุขภาพช่องปากที่ดี และระยะเวลาในการจัดฟันจะนานกว่าปกติ ส่วนในรายที่ต้องกระตุ้นหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของขากรรไกรจะทำได้เฉพาะในเด็ก ส่วนในผู้ที่มีอายุมาก ๆ จะทำไม่ได้ครับ

จัดฟันราคาเท่าไร

การจัดฟันจะใช้งบประมาณค่อนข้างสูงอยู่แล้วซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยราคาการจัดฟันจะขึ้นอยู่กับวิธีการหรือเครื่องมือที่ใช้ และสถานที่หรือคลินิกที่รับจัดฟัน ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายแบบหลายวิธี (จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป) แต่เราสามารถชำระเงินเป็นแบบผ่อนจ่ายได้ครับ เฉพาะค่าจัดฟัน ไม่รวมการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูนในระหว่างการรักษานะครับ บางที่จ่ายเต็มก็มีส่วนลดด้วยครับ นอกจากนี้ราคายังขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นของแต่ละแห่งด้วยครับ ส่วนนี้ก็ต้องลองไปสอบถามกันเอง

สามารถจัดฟันได้ที่ใดบ้าง

คนไข้สามารถเข้ารับการรักษาได้ที่คลินิก โรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลของรัฐที่มีทันตแพทย์เฉพาะทาง สาขาทางทันตกรรมจัดฟันประจำอยู่

การดูแลตนเองในขณะจัดฟัน

ในระหว่างทำการจัดฟัน เราควรดูแลทำความสะอาดฟันและช่องปากให้ดีอยู่เสมอ และควรใช้แปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟันโดยเฉพาะ เนื่องจากฟันที่ถูกติดเครื่องมือหรืออุปกรณ์จะทำความสะอาดได้ยากกว่าเดิม เพราะอาจมีเศษอาหารเข้าไปติดตามร่องต่าง ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรงดรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารเหนียว ๆ อย่างหมากฝรั่งหรือตังเม อาหารแข็ง ๆ รวมไปถึงอาหารประเภทของหวาน เพราะอาจทำให้ฟันผุได้ง่าย

การจัดฟันด้านนอกแบบโลหะ

การจัดฟันด้วยเครื่องมือจัดฟันชนิดติดแน่นด้านนอกแบบโลหะ (Metal Braces) เป็นวิธีการจัดฟันที่นิยมใช้กันมานาน ที่เห็นได้ทั่วไป หรือที่ชอบเรียกว่า “การจัดฟันวัยรุ่น” ซึ่งเป็นการจัดฟันโดยการติดเครื่องมือแบบโลหะไว้ที่ผิวด้านหน้าของฟัน แล้วใส่ลวดผ่านร่อง Bracket และใช้ยาง O-Ring รัดตัวเครื่องมือจัดฟันให้ติดกับลวดจัดฟัน เพื่อช่วยเลื่อนตัวฟันและเรียงฟันให้สวยงาม ปัจจุบันได้มีการพัฒนาขนาดของวัสดุที่ใช้ให้มีขนาดเล็กลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ให้ความรู้สึกสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น โดยจะเป็นการจัดฟันแบบติดแน่นโดยใช้เหล็กจัดฟันสีเงินติดด้านหน้าของผิวฟัน เพื่อเป็นตัวช่วยควบคุมทิศทางการเคลื่อนตัวของฟัน และสามารถเรียงฟันให้สวยพร้อมทั้งสร้างการสบฟันที่ถูกต้องได้

วิธีเกล้าผม

รวมวิธีเกล้าผมง่าย ๆ สำหรับคุณสาว ๆ พูดเลยแม้มีเวลาไม่มาก ก็สามารถทำเองและสวยเป๊ะได้ แค่ใช้เวลา 5 นาทีเท่านั้น

          สำหรับคุณสาว ๆ ที่กำลังมีปัญหา ปุ๊บปั๊บต้องออกงานกะทันหันแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เสื้อผ้า หน้า ผมก็ยังไม่พร้อม เวลาเตรียมตัวก็มีไม่มาก ลำพังเสื้อผ้าและการแต่งหน้าก็คงไม่เท่าไร แต่ทรงผมออกงานนี่สิจะทำยังไงดี ? ถ้าคิดไม่ตกละก็ ไม่ต้องกังวลไปค่ะสาว ๆ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมมีไอเดียเกล้าผมแบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเองมาฝากกันแล้ว ถึงแม้จะมีเวลาไม่มากก็สามารถสวยเป๊ะได้อย่างแน่นอน เพราะทรงผมที่กระปุกดอทคอมคัดมาให้สาว ๆ ได้ลองทำกันในวันนี้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 5 นาทีก็สามารถออกงานสวย ๆ ได้แล้ว เอ้า ! จะรอช้าอยู่ไย ตามไปดูกันเลยค่ะ

วิธีเกล้าผมง่าย ๆ
ภาพจาก : blog.lulus.com

1. เกล้าผมแบบผูกปม


          เริ่มจากรวบผมด้านบน แบ่งผมเป็น 2 ช่อ จากนั้นให้นำผมทั้ง 2 ช่อมามัดขมวดเป็นปม 1 ทบ เมื่อเสร็จแล้วให้ทำเหมือนกันในชั้นถัด ๆ มา จนเก็บผมหมดทั้งหัว เสร็จแล้วให้มัดปลายหางม้า แล้วเก็บปลายม้วนเข้าไปซ่อนไว้ใต้ผมให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้คุณสาว ๆ ก็จะได้ทรงผมออกงานแบบเก๋ ๆ แล้วค่ะ หรือจะทำไปเที่ยว ไปช้อปปิ้ง หรือไปทำงานก็ไม่ว่ากัน เข้ากับทุกสถานการณ์เลย ^^

วิธีเกล้าผมง่าย ๆ
ภาพจาก : jointhemood.com

2. เกล้ามวยต่ำแบบย้อนยุค

          จับช่อผมที่อยู่ด้านหน้ามายีให้ฟู ๆ  จากนั้นรวบผมมัดเป็นหางม้าต่ำ ใช้หวียีผมตรงปลายหางม้าให้ฟู ๆ อีกที เสร็จแล้วจับปลายหางม้าสอดลงมาด้านล่าง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเก็บปลายหางม้าหมด จากนั้นติดกิ๊บดำให้เรียบร้อย ฉีดสเปรย์จัดทรงผมให้อยู่ทรง หรือถ้าอยากให้มีลูกเล่นก็สามารถเพิ่มกิ๊บอันเล็ก ๆ หรือโบติดผมน่ารัก ๆ สักอันมาติดเพิ่มเข้าไปก็จะยิ่งดูดีมากขึ้นค่ะ

วิธีเกล้าผมง่าย ๆ
ภาพจาก : thebeautydepartment.com

3. เกล้ามวยต่ำแบบเรียบหรู

          ทรงนี้ง่ายมาก ๆ เลยค่ะสาว ๆ เพียงแค่รวบผมมัดหางม้าต่ำ จากนั้นใช้ที่ม้วนผมไฟฟ้าม้วนจัดทรงเพื่อไม่ให้ผมดูเรียบจนเกินไป เสร็จแล้วจับปลายหางม้ามามัดเข้ากับปมหางม้าอันเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง ตามด้วยม้วนเก็บปลายผมที่เหลือมาปิดบริเวณช่วงยางรัดผม ติดกิ๊บเก็บทรงให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จ แค่นี้ก็ได้ทรงผมที่เรียบหรูและดูดี แถมยังใช้เวลาไม่นานเลย

วิธีเกล้าผมง่าย ๆ
ภาพจาก : oncewed.com

4. เกล้ามวยแบบบิด ๆ ม้วน ๆ

          เป็นอีกทรงที่ง่ายและใช้เวลาเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นค่ะสาว ๆ เริ่มจากแบ่งผมออกเป็น 2 ข้าง จับปลายทั้งสองมามัดเข้าด้วยกัน โดยปลายหนึ่งอยู่ด้านบน อีกปลายหนึ่งอยู่ด้านล่าง จากนั้นให้บิด ๆ ม้วน ๆ เก็บปลายผมขมวดให้เป็นปมทั้ง 2 ปลาย ม้วนจัดทรงให้สวยงาม แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จ เห็นไหมคะง่ายนิดเดียวจริง ๆ แถมยังดูดีมาก ๆ อีกด้วย

วิธีเกล้าผมง่าย ๆ
ภาพจาก : hairromance.com

5. เกล้าผมแบบเปีย

          ทรงนี้ทั้งสวยและชิคมาก ๆ เลยค่ะสาว ๆ วิธีทำก็ง้ายง่าย เพียงแค่แบ่งผมด้านบนครึ่งหัว ถักเปียเก็บจนสุดปลายผม มัดไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นให้ถักเปียเก็บผมส่วนที่เหลือด้านล่างแบบเดียวกันอีกชั้น เสร็จแล้วจับช่อด้านล่างมาม้วนเป็นปมให้สวยงามแล้วติดกิ๊บ ตามด้วยเก็บช่อด้านบนมาม้วนสอดปลายเข้าไป ติดกิ๊บอีกที เสร็จแล้วค่ะสาว ๆ ทรงนี้ออกงานได้สบาย ๆ เลยแหละ

          เห็นไหมคะสาว ๆ ว่าง่ายแสนง่าย แถมยังใช้เวลาเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น แต่ทรงผมที่ได้ทั้งสวยเริดทั้งดูดี แบบนี้ใครที่จะออกงานก็ไม่ต้องคิดหนักกันแล้วค่ะ ชอบทรงไหนก็เลือกเอาไปทำตามกันได้เลย

วิธีรักษาสิว

ประเภทของสิวอักเสบ

  • สิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นสิวอักเสบที่พัฒนามาจากสิวอุดตันและสิวที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวของเรา เป็นสิวที่รักษาได้ง่าย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นละก็ ก่อนนอนให้โปะด้วยคลินดามัยซินลงบนหัวสิว พอตื่นมาสิวก็จะไม่เพิ่มขนาดขึ้น แถมยังช่วยลดความแข็งของหัวสิวลงได้อีกด้วย แต่สำหรับบางคนยาชนิดนี้อาจออกฤทธิ์ดีจัด จนทำให้สิวยุบลงไปเลยก็มี
    สิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง
  • สิวอักเสบแบบหัวหนอง (Pustule) สิวอักเสบหัวหนองแบบแรกจะเป็นสิวแบบตื้น ๆ รับมือได้ง่าย ไม่มีอาการเจ็บ มีลักษณะเป็นหนองเกาะนูนอยู่บนผิว โดยปกติแล้วถ้าเราจะใช้บีพี (BP หรือ Benzoyl peroxide) เป็นประจำ สิวอักเสบหัวหนองแบบตื้นก็แทบจะไม่มากวนใจเราเลย ส่วนอีกแบบจะเป็นสิวอักเสบแบบลึก จะใช้ระยะเวลาการรักษานานกว่าแบบแรก แถมยังเจ็บอีกด้วย เป็นสิวที่พัฒนามาจากแบบแรกจนกลายร่างเป็นแบบลึก เพราะเราปล่อยปละละเลยไม่ยับยั้งมันตั้งแต่แรก ถ้าเป็นถึงขั้นนี้ก็ให้รีบรักษา เพราะถ้าลุกลามไปมากกว่านี้จะรักษาได้ยากและทิ้งรอยไว้ให้หนักใจกันนานเลยทีเดียว
    สิวอักเสบแบบหัวหนอง
  • สิวอักเสบแบบตุ่มแดงก้อนลึก (Nodule) จะมีลักษณะคล้ายกับสิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง แต่สิวแบบนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าและจะรู้สึกได้ว่ามันแข็งเป็นไต เมื่อสัมผัสหรือกดดูจะรู้ว่าสิวนั้นลึกลงไปถึงข้างใน ไม่ใช่แข็งเป็นไตนูนแค่บนผิว สิวแบบนี้จะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะยุบ แต่ถ้าเราดูแลดี ๆ สิวชนิดนี้ก็จะไม่ทิ้งรอยแผลไว้บนใบหน้าของเรา (ไม่สนับสนุนให้กด เพราะยิ่งกดจะยิ่งเห่อ)
    สิวอักเสบแบบตุ่มแดงก้อนลึก
  • สิวอักเสบแบบถุงใต้ผิวหนัง (Cyst acne) ถ้าเป็นสิวชนิดนี้แนะนำว่าให้รีบไปหาหมอโดยด่วน อย่าคิดรักษาด้วยตัวเองหรือลองใช้อะไรด้วยตัวเอง เพราะสิวชนิดนี้นับว่าเป็นสิวอักเสบที่รุนแรง มีลักษณะเป็นถุงขนาดใหญ่ รูปร่างไม่จำกัดอยู่แค่รูปวงกลมเท่านั้น เพราะบางทีก็เป็นตุ่มแดง ๆ บางทีก็เป็นถุงที่มีหนองอยู่ข้างใน ซึ่งมักจะอยู่รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ๆ เมื่อเจ้าสิวชนิดนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องใจเย็นกับการรักษา หยุดทุกการกระทำกับใบหน้า เรื่องแต่งหน้าเลิกคิดไปได้ แล้วรีบไปหาหมอ แล้วอย่าลืมทำใจเอาไว้ด้วยว่าอาจมีรอยแผลเป็นแน่ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรักษาสิวให้หายก่อน ส่วนรอยแผลเป็นต่าง ๆ เดี๋ยวค่อยมาหาทางรักษาทีหลังก็ยังไม่สาย
    สิวอักเสบแบบถุงใต้ผิวหนัง

วิธีรักษาสิวอักเสบ

  1. ห้ามบีบสิวอักเสบ เมื่อใดก็ตามที่สิวเกิดขึ้นบนใบหน้า สิ่งที่ควรมากที่สุดก็คือ อย่าไปประหัตประหารเอาเป็นเอาตายกับมันด้วยการบีบเค้นอย่างรุนแรง เพราะมันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง อย่างแรกเลยคือต้องดูให้ออกว่าตัวเป็นสิวประเภทใด เพื่อจะได้หาทางรับมืออย่างเหมาะสมและถูกวิธี
  2. ดูแลสิวอักเสบ หากสิวอักเสบที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กและเป็นไม่มาก คุณแค่ดูแลรักษาความสะอาดบนใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อลดความมันบนใบหน้า ไม่ไปแกะ แคะ เกา หรือเอามือไปจับบ่อย ๆ จนทำให้แบคทีเรียมันตกลงไปในรูขุมขน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้สิวไม่อักเสบและระบมเพิ่มขึ้นได้แล้ว แต่ถ้าสิวอักเสบนั้นมีขนาดใหญ่แบบที่เราเรียกกันว่า “สิวหัวช้าง” คุณก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้เป็นคนจัดการ ที่สำคัญคือต้องใจเย็น อย่าพยายามบีบมันออกเอง เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุทำให้สิวอักเสบมากขึ้น และทำให้สิวอุดตันรอบข้างอักเสบไปด้วย คราวนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่ ๆ เพราะจากสิวอักเสบเพียงเดียว มันก็จะกลายเป็นสิวอักเสบแผงใหญ่ ๆ ที่รวมตัวกันอยู่บนใบหน้าของเราทันที
  3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สิวอักเสบไม่ได้มีแค่สาเหตุหลักอย่างแบคทีเรีย P. acne เพียงอย่างเดียวที่ตกลงไปในรูขุมขนจากการสัมผัสหรือรบกวนผิวหน้าจนทำปฏิกิริยากับสิวอุดตันแล้วกลายเป็นสิวอักเสบ แต่สิวอักเสบยังเกิดได้จากมลภาวะ การล้างหน้าไม่ถูกวิธี ความเครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และฮอร์โมนในร่างกาย ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย
    advertisement M32 
  4. เบนซอยเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl peroxide – BP) เมื่อเรารู้สาเหตุหลักของการเกิดสิวอักเสบนั้นมาจากแบคทีเรีย P.acne เราก็แค่แก้ปัญหาโดยการกำจัดแบคทีเรียตัวนี้ออกไป ด้วยตัวยาบีพี (BP) เพราะตัวยาชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้อพีแอกเน่ที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบได้ บีพี เป็นยาที่ได้รับอนุญาตให้ขายได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ ในปัจจุบันมีทั้งรูปแบบทำละลายในแอลกอฮอล์และแบบที่ละลายกับน้ำ ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับคนที่แพ้แอลกอฮอล์ได้เป็นอย่างดี โดยยาบีพีจะมีความเข้มข้นอยู่ 3 ระดับด้วยกัน คือ 2.5%, 5% และ 10% ผู้ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ก็ให้ใช้ในระดับความเข้มข้นน้อยสุดก่อน (แนะนำให้ใช้ 2.5% ก็พอครับ ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันเท่าไหร่กับความเข้มข้นที่สูงขึ้น แถมยังระคายเคืองน้อยกว่าด้วยครับ ถ้าใช้ไม่ได้ผลจริง ๆ ค่อยปรับไปใช้ 5% และ 10% ครับ) แต่ยาชนิดนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับยากลุ่มกรดวิตามินเอ (Tretinoin) ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือไม่สามารถใช้ทาพร้อมกันได้ครับ แต่มีตัวยาตัวหนึ่งที่ได้รับการยกเว้น นั่นก็คือ Adapalene อย่างยี่ห้อ Differin (ดิฟเฟอริน) ซึ่งเป็นสารที่พัฒนามาจากกรดวิตามินเอตัวอื่น คุณจึงสามารถใช้ควบคู่ไปกับ Benzoyl Peroxide ได้ครับ ส่วนรูปด้านล่างนี้คือยาบีพี ยี่ห้อ Benzac AC ซึ่งมีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide 2.5%
    เบนซอยเพอร์ออกไซด์ส่วนข่าวดีสำหรับคนที่ต้องการใช้บีพีร่วมกับดิฟเฟอรินก็คือ ตอนนี้มียาที่ผสมเจ้าสองตัวนี้เข้าไว้ด้วยกันแล้ว แต่มันเป็นยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น ถ้าคุณอยากใช้ก็ลองปรึกษาแพทย์ดูได้เลย ตัวอย่างเช่นยี่ห้อนี้ครับ “Epiduo gel
    EpiduoEpiduo
  5. คลินดามัยซิน (Clindamycin) นอกจากบีพีแล้วยังมียาอีกตัวที่มักนำมาใช้กำจัดสิวอักเสบและก็ได้ผลดีเช่นกัน ซึ่งยาตัวนี้สามารถใช้ควบคู่กันกับบีพีได้ แถมยังทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย เพราะคลินดามัยซินนั้นมีฤทธิ์กำจัดโปรตีนอันเป็นอาหารของแบคทีเรีย จึงทำให้แบคทีเรียตายเรียบ แพร่ขยายพันธุ์ต่อไม่ได้ เพราะไม่มีอาหารไปหล่อเลี้ยง ถ้าเราใช้ร่วมกับยาบีพีก็จะสามารถช่วยกำจัดแบคทีเรียและลดการติดเชื้อได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยคลินดามัยซินนั้นจะมีทั้งแบบที่เป็นน้ำและแบบที่เป็นเจล (ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็จะมีส่วนผสมของคลินดามัยซินเพียง 1%) ส่วนการใช้ก็นำมาแต้มลงบนหัวสิวอักเสบเท่านั้น ถ้าใช้ร่วมกับบีพีก็ให้ใช้บีพีก่อนก่อนแล้วล้างหน้า หลังจากนั้นก็ให้ทาคลินดามัยซินก่อนการทาครีมบำรุง แต่ในปัจจุบันยาบางยี่ห้อก็ผสมบีพีร่วมกับคลินดามัยซินในหลอดเดียวกัน แต่ค่อนข้างจะหาซื้อยากหน่อย แม้กระทั่งในเมืองไทยเองก็ยังต้องใช้ใบสั่งแพทย์เพื่อซื้อยาตัวนี้ ส่วนชื่อในทางการค้าของยาคลินดามัยซิน ก็มีหลายอยู่หลายยี่ห้อ เช่น clindalin gel (กลิ่นไม่แรง สิวยุบแน่นอน), CLINDA-M (มีกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ ช่วยฆ่าเชื้อสิวอักเสบ ทำให้สิวแห้งหายเร็ว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหลังสิวหาย) ฯลฯ
    คลินดาลิน
  6. เจลแต้มสิว หรือ ครีมแต้มสิว ยี่ห้ออื่น ๆ ก็สามารถนำมาใช้แต้มสิวอักเสบให้ยุบลงได้เช่นกัน เช่น Smooth-E Acne Hydrogel ที่มีส่วนผสมของ Salicylic acid 2% และ Rice bran & boswellia serrata (ภาพก่อนและหลังใช้จากเว็บไซต์ jeban.com @i3uppha) ส่วนยี่ห้ออื่น ๆ ที่ใช้ได้ผลดีก็มีอีกเยอะครับ แต่ผมจะขอแนะนำเฉพาะตัวหลัก ๆ พอ
    เจลแต้มสิวครีมแต้มสิว
  7. ยาสีฟันลดสิวอักเสบ เป็นสูตรง่าย ๆ เหมาะใช้ยามฉุกเฉิน หายาไม่ทันจริง ๆ (ถ้ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าก็ขอให้เลี่ยงนะครับ) ก็ให้คุณใช้ยาสีฟันมาแต้มลงบนหัวสิว พอตื่นมาก็จะพบว่าสิวที่สุกปลั่งเมื่อคืนจะแห้งจนพอให้เราสะกิดมันออกมาได้ แต่ถ้าสะกิดออกมาแล้วอย่าลืมทายาฆ่าเชื้อ รักษาความสะอาดและเตรียมรักษารอยสิวที่กำลังจะตามมาด้วยล่ะ
  8. น้ำผึ้ง หลาย ๆ คนคงเคยรักษาสิวด้วยการบดยาแอสไพรินผสมกับน้ำหรือป้ายยาสีฟันแล้วนำมาทาตรงที่เป็นสิวอักเสบ แม้วิธีนี้จะช่วยให้สิวยุบตัวลงได้ แต่มันก็ทำให้ผิวแห้งมากหรือทิ้งรอยไหม้ไว้ได้ ทางที่ดีให้คุณลองเปลี่ยนมาใช้น้ำผึ้งทาลงไปเบา ๆ ตรงที่เป็นสิวอักเสบ เพื่อช่วยลดการอักเสบและผิวแดง โดยให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วเช็ดออกด้วยกระดาษทิชชู่เปียก แค่นี้สิวก็จะค่อย ๆ ยุบตัวลงแล้ว
  9. น้ำแข็งประคบหัวสิว วิธีนี้เป็นการปฐมพยาบาลผิวเมื่อเริ่มเป็นจุดแดง ๆ และยังไม่ทันเป็นสิวอักเสบหัวหนอง ให้เราใช้น้ำแข็งมาประคบที่หัวสิวที่มีอาการบวมแดง ใช้ผ้าหรือทิชชูซับแล้วมาส์กหน้าด้วยโคลนมาส์กหน้าเย็นที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เพียงเท่านี้เราก็สามารถลดอาการบวมแดงที่เกิดจากการอักเสบได้แล้วล่ะ
  10. ผงพิเศษ+คลินดามัยซิน อีกสูตรรักษาสิวอักเสบ สูตรนี้เหมาะสำหรับสิวอักเสบที่เป็นหัวหนอง อุปกรณ์มีแค่ 2 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือผงพิเศษตราร่มชูชีพ และอย่างที่สองคือยาคลินดามัยซิน (จะแบบน้ำหรือแบบเจลก็ได้) วิธีการทำก็คือ หลังจากคุณล้างหน้าแล้วให้ทาคลินดามัยซิยลงบนหัวสิวอักเสบก่อน จากนั้นก็ตามด้วยผงพิเศษทิ้งไว้ทั้งคืน วิธีนี้จะช่วยทำให้สิวแห้งและยุบตัวลงได้
    วิธีรักษาสิวอักเสบ
  11. ทีทรีออย ให้คุณเลือกเอสเซนเชียลออลอย่างทีทรีออยที่เป็นน้ำมันสกัดแท้ ๆ เท่านั้น นำมาแต้มบนหัวสิวอักเสบประมาณ 2-3 วัน สิวก็จะแห้ง แม้จะได้ผลช้ากว่าวิธีอื่น แต่ก็ไม่ค่อยทิ้งรอยดำหลังจากสิวแห้งไว้ให้กวนใจครับ
  12. ขมิ้น สมุนไพรรักษาสิวอักเสบ สูตรโบร่ำโบราณที่เคยเป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม สูตรนี้เราจะใช้ขมิ้นสดหรือขมิ้นผงก็ได้ ถ้าใช้ขมิ้นผงต้องมั่นใจว่าเป็นขมิ้นแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมอื่น ๆ วิธีการก็คือ ให้เรานำขมิ้นมาทาลงบนหัวสิวอักเสบ ถ้าใช้ขมิ้นสดก็อาจนำมาผสมกับน้ำมะนาว ขมิ้นผงให้นำมาผสมกับน้ำเปล่า สิวก็จะสุกและแห้งไปในที่สุดครับ
  13. การฉีดสิวอักเสบ เป็นการฉีดโดยใช้ยาสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งมีคุณสมบัติลดการอักเสบ โดยตัวยาที่นิยมนำมาใช้ในการฉีด คือ ยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) นิยมใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนหรือมีงานสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานรับปริญญา หรือดาราที่ต้องใช้ใบหน้าในการเข้าฉาก หรือมีสิวอักเสบเม็ดใหญ่เพียง 1-2 เม็ด แต่ไม่อยากทานยาหรือทานยาไม่ได้ เป็นต้น เพราะเมื่อฉีดแล้วสิวจะยุบตัวได้รวดเร็ว จึงช่วยลดการทานยา และลดโอกาสการเกิดแผลเป็นได้ แต่การฉีดยานั้นแพทย์จะต้องระวังในเรื่องของปริมาณยาที่ใช้ฉีด เพราะถ้าฉีดในปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดผลแทรกซ้อน เช่น ผิวบุ๋มหรือยุบลงไป และมีโอกาสเกิดการแพ้ยาได้ (ปกติแล้ว 2 วันสิวยุบถือว่าปลอดภัยครับ แต่ถ้าฉีดไปแล้วยุบเร็วเกินไปหรือไม่เกิน 24 ชั่วโมงก็อาจทำให้เกิดรอยบุ๋มได้ครับ) ส่วนราคาการฉีดต่อครั้งก็ไม่แพงมากครับ ประมาณ 100-200 บาท