วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

วิธีการขัดผิวขาว ใส

ผิวที่สวยใส ขาวเนียน มีสุขภาพที่ดี คือหนึ่งในสุดยอดแห่งความปรารถนาของคุณสาว ๆ เพราะไม่ว่าจะแต่งตัวอย่างไร สไตล์ไหน หรือเผยผิวกายมากเพียงใด การที่มีผิวขาวสวยก็ช่วยให้คุณสาว ๆ สามารถที่จะแต่งตัวได้อย่างมั่นใจ แถมยังทำให้คุณหนุ่ม ๆ ต้องมองตามนั้นชนิดไม่วางตากันเลยทีเดียว 

          สำหรับวิธีการช่วยทำให้ผิวขาวนั้นก็มีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยม ซึ่งสามารถทำได้อย่างง่าย ๆ ด้วยตัวคุณสาว ๆ เอง คือ การขัดผิวขาว ซึ่งเป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำ ทำให้เซลล์ผิวใหม่ที่ขึ้นมาแทนที่ มีความขาวเนียน และมีสุขภาพที่ดีมากกว่าเดิม

          สำหรับในวันนี้ จะขอพาคุณสาว ๆ ไปรู้จักกับสูตรในการขัดผิวให้ขาวที่ได้ทำการรวบรวมมา ด้วยวัตถุดิบที่สามารถหาได้อย่างง่าย ๆ ใกล้ตัว ในราคาประหยัด

          สูตรขัดผิวให้ขาวเนียน

          สูตรขัดผิวขาว ที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นสูตรที่เหมาะสำหรับการขัดผิวกายเท่านั้น ไม่ควรที่จะนำไปใช้ในการขัดและพอกผิวหน้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากบางสูตรมีส่วนผสมที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งถึงแม้ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว แต่ก็ไม่เหมาะกับผิวของใบหน้าที่มีความบอบบาง
          ถ้าหากต้องการที่จะทำการขัดผิวหน้า ขอแนะนำให้เลือกใช้สูตรที่เหมาะสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะ เอาล่ะ… ทีนี้มารู้จักกับสูตรการขัดผิวให้ขาวอย่างง่าย ๆ ได้ด้วยตัวคุณสาว ๆ เองกันดีกว่า

       1. สูตรน้ำมันมะกอก+น้ำมะนาว นำน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว และเกลือเม็ดหยาบ มาผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำส่วนผสมที่ได้มาทำการขัดผิว แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

       2. สูตรมะเขือเทศ+น้ำตาลทราย ฝานมะเขือเทศให้เป็นแผ่นบาง ๆ จากนั้นนำไปจุ่มในน้ำตาลทราย แล้วนำไปขัดให้ทั่วตัว จนกระทั่งน้ำตาลที่หุ้มแผ่นมะเขือเทศละลายออกไปจนหมด แล้วเปลี่ยนมะเขือเทศแผ่นใหม่ ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก

       3. สูตรรวมมิตร นำมะขามเปียก 1 กำมือ น้ำมะนาว 1 ลูก โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 6 ช้อนชา น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผงขัดตัว 5-6 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา ทำการผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำส่วนผสมที่ได้มาทำการขัดผิว แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

       4. ใยบวบ หรือใยขัดธรรมชาติ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการขัดผิวที่ประสิทธิภาพมาก เพียงแค่ขัดเบา ๆ เวลาอาบน้ำก็จะช่วยกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายออกไปได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ควรออกแรงขัดมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้รู้สึกแสบที่ผิวได้ เนื่องจากเส้นใยมีลักษณะที่สาก และหยาบ

       5. สูตรขมิ้น นำขมิ้นสดไปขูดกับที่ขูดขมิ้นจนละเอียด จากนั้นให้นำขมิ้นที่ได้ไปทำการขัดผิวได้เลย หรือถ้าต้องการประสิทธิภาพในการบำรุงผิวที่มากยิ่งขึ้น สามารถนำไปผสมกับส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น นมสด ดินสอพอง มะนาว มะขามเปียก เป็นต้น โดยผสมกับขมิ้นเพียงเล็กน้อย แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนนำไปขัดที่ผิว

สูตรขัดผิว

       6. สูตรมะขามเปียก+นม และน้ำผึ้ง นำมะขามเปียก นม และน้ำผึ้ง ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปขัดผิว จากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

       7. สูตรมะละกอสุก+โยเกิร์ต นำมะละกอ โยเกิร์ต และเกลือทะเล ปั่นรวมกันให้ละเอียด แล้วนำส่วนผสมที่ได้มานวดที่ผิวเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

       8. สูตรกากกาแฟ นำกากกาแฟที่ใช้แล้ว 1 ถ้วยตวง มาผสมเข้ากับผงขมิ้นชัน 1 กรัม และมะขามเปียกที่คั้นเอาน้ำแล้วประมาณ  ½ ถ้วยตวง เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปขัดผิวประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก โดยที่ไม่ต้องถูสบู่

       9. สูตรมันฝรั่ง นำมันฝรั่งดิบมาขูดแล้วนำไปห่อด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นใช้ผ้าขาวบางดังกล่าวขัดไปตามร่างกายในขณะที่ทำการอาบน้ำ มันฝรั่งจะช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่ม และกระจ่างขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

       10. สูตรน้ำนมจืด ชโลมน้ำนมให้ทั่วผิว เมื่อผิวแห้งแล้วให้ใช้ใยบวบขัดผิว จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

       11. สูตรแป้งข้าวจ้าว นำแป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากับผงขมิ้นชัน 1 หยิบมือ และนมจืด 2 ช้อนโต๊ะ ให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วนำไปถูตัวแทนสบู่

       12. สูตรว่านนางคำ นำว่านนางคำ 100 กรัม ว่านไพร 25 กรัม ขมิ้น 25 กรัม มาหั่นให้เป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียด จากนั้นนำดินสอพองบดละเอียด 1,000 กรัม ลิ้นทะเล 200 กรัม และสารส้มสะตุ 200 กรัม นำส่วนผสมทั้งหมดมาคนให้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำไปใส่กระชอนร่อนให้ละเอียด แล้วนำผงที่ได้จากการร่อนนำไปขัดผิว

          เคล็ดลับการขัดผิวขาวที่ดี

          การขัดผิวให้ขาวสะอาด ควรทำด้วยความนุ่มนวล และไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวบอบบางลง จนไม่สามารถทนต่อแสงแดดที่รุนแรงได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ผิวหยาบกร้านได้ง่ายขึ้น โดยปกติแล้วผิวหนังจะมีการผลิตเซลล์ผิวเป็นประจำทุก 2-4 สัปดาห์ แต่เมื่ออายุมมากกว่า 20 ปี ขึ้นไป การผลัดเซลล์ผิวจะค่อย ๆ ช้าลง การขัดเซลล์ผิวจะช่วยทำให้ผิวขาวกระจ่างใส แต่ไม่ควรทำการขัดผิวเป็นประจำทุกวัน ความถี่ในการขัดผิวกายที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 2 ครั้งต่อเดือน โดยการขัดผิวกายนั้น ให้ทำการขัดเป็นวงกลมอย่างเบามือ และหลังจากที่ทำการขัดผิวเสร็จแล้ว ควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาทาที่ผิวเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

การปลุกพริก

 วิธีปลูกพริกในกระถาง วิธีการปลูกพริกง่าย ๆ ที่บ้าน จะปลูกพริกขายหรือปลูกพริกกินเองก็สามารถทำได้ ด้วยวิธีการปลูกพริกในกระถางที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ 

          พริก เป็นผักสวนครัวที่มีรสชาติเผ็ดร้อน และถือว่าเป็นวัตถุดิบหลักที่ช่วยชูรสชาติอาหารตำรับไทย ๆ ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา รู้หรือไม่ว่าภายใต้รสชาติอันเผ็ดร้อนจนต้องเป่าปากนั้นกลับแฝงไปด้วยประโยชน์เอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้เจริญอาหาร ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน แถมยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งอีกด้วย ก็เพราะพริกมันดีซะขนาดนี้มีหรือที่กระปุกดอทคอมจะพลาดที่จะนำวิธีการปลูกพริกในกระถางมาฝาก ถ้าอยากรู้ว่าปลูกพริกในกระถางมีขั้นตอนการปลูกอย่างไร ก็ตามไปชมวิธีปลูกพริกกันเลย 

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

         เม็ดพริก (พริกขี้หนู)
         กระถางเล็กเพาะต้นกล้าและกระถางใหญ่ปลูกต้นพริก
         ดินร่วนปนทราย
         ปุ๋ยสูตรโพแทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจน
         อุปกรณ์ปลูกต้นไม้
         กะละมังหรือถาดพลาสติก
         น้ำอุ่น

วิธีปลูกพริกในกระถาง

วิธีปลูกพริกในกระถาง 

1. เตรียมเมล็ดพริกให้พร้อมก่อนลงปลูก

          นำพริกพันธุ์ที่จะปลูกไปแช่ในน้ำอุ่นไว้ประมาณ 1 วันและนำออกมาผึ่งแดดอีกครึ่งวัน ก่อนแกะเมล็ดพริกออกมาปลูก  

2. เพาะต้นกล้าพริกก่อนปลูกจริง

          ผสมดินร่วนปนทรายเข้ากับปุ๋ยหมักสูตรโพเทสเซียมสูงกว่าไนโตรเจนลงในกระถางเพาะต้นกล้าพริก ขุดหลุมดินในกระถางให้ลึกประมาณ ½ นิ้ว แล้วหย่อนเมล็ดพริกที่เตรียมไว้ลงในหลุมประมาณ 3-4 เมล็ด กลบดิน รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน พร้อมกับสังเกตว่าดินระบายน้ำได้ดีหรือไม่ และที่สำคัญต้องวางกระถางเพาะไว้ในที่ที่มีแดดส่องถึง

3. ย้ายต้นกล้าลงกระถางใหญ่


          เมื่อต้นกล้าเริ่มงอกสูง 6 นิ้วขึ้นไปและออกใบให้เห็น ให้ถอนต้นกล้าที่อ่อนแอทิ้งไปให้เหลือไว้เฉพาะต้นกล้าที่แข็งแรงเพียง 1 ต้น หลังจากนั้นก็ทำการย้ายต้นกล้าพริกไปปลูกในกระถางใหญ่ที่มีดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมัก เช่นเดียวกับขั้นตอนเพาะต้นกล้าพริก

4. วางกระถางพริกในทำเลที่เหมาะสม

          พริกเป็นพืชที่ชอบแสงแดด ฉะนั้นควรวางกระถางปลูกต้นพริกในที่ที่มีแดดส่องถึง รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะทุกวันเช้า-เย็น และเมื่อพริกเริ่มติดดอกและออกผลแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนไปรดน้ำแบบวันเว้นวัน

วิธีปลูกพริกในกระถาง

วิธีการดูแลต้นพริก

          แค่รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 ครั้งทั้งเช้าและเย็น สังเกตการระบายน้ำในดินให้ดีอย่าให้มีน้ำขัง วางกระถางให้โดนแดด พรวนดินบ้างเพื่อกำจัดวัชพืชออกไป และหมั่นใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง แต่เลี่ยงการใส่ปุ๋ยใต้โคนต้นพริกโดยตรง เพราะจะทำให้รากเน่าและต้นพริกตายได้ 

โรคและแมลงที่ควรระวัง

          เรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษของการปลูกต้นพริกในกระถางคือ อย่าให้มีน้ำขังไม่เช่นนั้นโรคราและโรครากเน่าจะมาเยือนได้ หากพบศัตรูพืชอย่างเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน และไรขาว ที่ต้นพริก สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการตำใบสะเดา หัวข่า และตะไคร้หอมรวมกัน กรองเอาแต่น้ำไปผสมน้ำเปล่าในอัตรา 1:10 ก่อนนำไปพ่นที่ต้นพริก

ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว

          การเก็บเกี่ยวเม็ดพริกก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่นำมาปลูก แต่สำหรับพริกขี้หนูจะออกดอกและให้ผลประมาณเดือนที่ 2-3 ของการปลูก

          สำหรับคนที่ชอบอาหารรสเผ็ดร้อน อยากจะปลูกพริกเก็บไว้ทำอาหารกินที่บ้านสักต้น ก็ลองนำวิธีที่ปลูกต้นพริกในกระถางที่เรานำมาฝากในวันนี้ไปลองปลูกพริกที่บ้านกันดูนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก wikihow, tar253911tiateedeethaihowthaikasetsart และ wiangsa 

การปลูกกล้วย

ของกล้วยๆๆ     เราอาจได้ยินกันบ่อยครั้ง เราเองก็พูดบ่อยครั้ง แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงต้นกำเนิดหรือต้นตอ ของคำคำนี้ ผมเองก็เพิ่งมาเข้าใจตอนที่ได้ปลูกกล้วย ไว้ดูเล่น และ ฆ่าเวลายามว่าง แต่สิ่งที่ได้เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี มันตอบแทนเกินที่จะลืมคุ้ม และจะลืมลงได้ เลยต้องมาเล่าสู่กันฟังครับ

วิธีการปลูก

                จริงๆๆแล้ว ก็คงไม่ต้องมีวิธีการอะไรมากมาย แบบเป็นทางการกันนะครับ แค่เรามีที่ 1 X 1 ตารางเมตร ก็เพียงพอ ที่จะสามารถปลูกกล้วย ไว้เป็นไม้ประดับ สวยๆๆ ไว้โชว์ ให้หน้าบานได้แล้วครับ หลายท่านอ่านคงงง ว่าแค่ปลูกกล้วยทำไมถึงขั้นหน้าบานเชียวหรือ ทีแรกผมก็คิดอย่างทุกๆๆคน แต่ที่ทำให้หน้าาบานจริงๆๆเพราะ เพื่อนบ้านเรา ลูกค้า และคนที่ผ่านไปผ่านมา ก็ต้องหันมาร้องอูฮู้ และถามกันว่าทำไม่ใหญ่จัง พันธุ์อะไร เอามาจากไหน ขอหน่อ หรือขอซื้อหน่อได้ไหม

 

หลุมปลูก

             หลังจากเราเล็งที่ปลูก ได้ที่ประมาณ 1 X 1 ตารางเมตร เรียบร้อยแล้ว ก็ขุดหลุม ประมาณ 50 X 50 X 50 เซ็นติเมตร ( กว้าง X ยาว X สูง ) ถ้ามีปุ๋ยคอก ก็ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมสัก 1 - 2 ถ้วยแกง เอาแบบง่ายๆๆเลยครับ หรือไม่มีปุ๋ยคอก ก็หาซื้อปุ๋ยชีวภาพมาใส่แทน 1-2 ถ้วย ก็ได้ครับ เท่านี้หลุมก็พร้อมแล้วครับ


หลุมปลูก

  

พันธุ์

           พันธุ์กล้วยผมเองก็เคยได้ยินมามากมายหลายพันธุ์ เช่น มะลิอ่อง น้ำว้าขาว และอีกมากมาย แต่สวนตัวผม ไม่ได้คิดว่าไม่สำคัญ แต่คิดว่าพันธุ์กล้วยน้ำว้าบ้านๆที่เรามีกันอยู่ ทั้วทุกภาค ทุกบ้านก็ถือว่าดีพออยู่แล้ว แต่สำคัญที่เราจะดูแล ให้เขาเป็นกล้วยประดับรับ หน้าแขกของเราได้นั้น ถือเป็นการดูแลเอาใจใส่ มาที่ 1 ครับ แต่ถ้าไครอยู่ในเมือง ไม่สามารถหาเอาตาม บริเวณบ้านได้ ก็ให้หาซื้อ หรือขอซื้อมาสัก 1 หน่อก็พอที่จะมาทำไม้ประดับ แบบหน้าบานอิ้มท้องกันแล้วครับ

  

หน่อเพิ่งเริ่มปลูก

การดูแลบำรุงรักษา

                            เท่านี้ก็ปลูกเรียบร้อยครับ ที่นี้ก็อยู่ที่การดูแลแล้วครับ แต่สวนผมคิดว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่จะมีความสุขที่สุด เพราะเราจะได้คอยดูมันแตกใบ แตกหน่อ แล้วก็โตวันโตคืน พอเริ่มปลูกอาทิตเดียวใบก็จะเริ่มแตก แล้วก็เริ่มโตแต่ก็เป้นช่วงที่สำคัญครับดังนั้นผมจะจัดเป็นลำดับการดูแลรักษาดังนี้นะครับ

1.การรดน้ำ  ให้รดน้ำทุก 2 - 3 วัน แต่ถ้าฝนตกเราก็งดการรดน้ำ นอกจากนี้กล้วยก็ยังเป็นพืชที่ เจริญเติบโต ในเขตภูมิประเทศบ้านเราได้ดีอยู่แล้ว หากขาดการดูแลรักษา หรือ จะไปธุระสักอาทิตสองอาทิต ก็ยังอยู่ได้สะบายๆ โดยเราไม่ต้องเป็นห่วง

2.การใส่ปุ๋ย  จริงๆๆ แล้ว ปุ๋ยอะไรก็ได้นะครับ แล้วแต่เท่าที่เราจะสะดวก หาซื้อง่ายใกล้มือ ก็เอาเป็นว่าถ้าเราใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ ก็ให้ใช้อัตราการใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ต้น/ปี แบ่งใส่ 3 เดือนครั้ง ครั้งละ 250 กรัม แต่ถ้าจะ ใส่มากกว่านั้นก็ไม่ว่ากัน เอาขั้นต่ำไปแล้วกันนะครับ

2.1 ใส่ปุ๋ยหลังปลูก 1 สัปดาห์ ปุ๋ยหมัก ชีวภาพ ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยเคมีโดยใช้สูตร 15-15-15

2.2 ใส่ปุ๋ยหลังครั้งที่ 1 ประมาณ 3 เดือน ปุ๋ยหมัก ชีวภาพ ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยเคมีโดยใช้สูตร 15-15-15

2.3 ใส่ปุ๋ยหลังครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ปุ๋ยหมัก ชีวภาพ ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยเคมีโดยใช้สูตร 15-15-15

2.4 ใส่ปุ๋ยหลังครั้งที่ 3 ประมาณ 3 เดือน ปุ๋ยหมัก ชีวภาพ ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยเคมีโดยใช้สูตร 13-13-21



สับต้นเก่าที่ตัดเครือทำปุ๋ยพืชสด

2.5 ปุ๋ยพืชสด เมื่อกล้วยออกเครือจนเราสามมารถตัดได้ เราก็นำต้นเก่า มาสับให้เป็นชินเล็กๆ แล้วมาใส่ก็จะมีขอดีตรงที่เราจะได้ ช้วยป้องกันความชื่น และในระยะยาวยังเป็นปุ๋ยให้กับต้นใหม่อีกด้วย



3.การตัดแต่งหน่อ และ ใบแก่  

                         การไว้หน่อ และ การตัดแต่งหน่อก็มีความสำคัญในการปลูกกล้วยมากครับเพราะจะให้ต้นโต หรือ ต้นสมบูรณ์ดี พร้อมส่งผลไปถึง ลูก หรือ เครือกล้วยด้วย  หากเราไม่ตัดแต่งหน่อกล้วยออกทิ้ง ก็จะกลายเป็นกล้วยแคระแกรนไปเลยก็ได้
                   
3.1 การตัดแต่งหน่อ   ให้ตัดแต่หน่อกล้วยที่ขึ้นมาในทุกๆช่วง อยู่ตลอด หากยังไม่ถึงช่วงการไว้หน่อ



3.2 การตัดแต่งใบกล้วยที่ เหลืองเกิน 50 % ทิ้งไป พร้อมทั้งตัดใบที่งอหักลงไปด้วย เท่านี้ก็จะทำให้ ต้นกล้วยของเราดูไม่รกรุงรัง และ ดูสวยงามอีกด้วย 

             การตัดแต่งใบกล้วย

3.2 การไว้หน่อกล้วย  เราจะไว้หน่อแรก เมื่อกล้วยของเราอายุ 4 เดือนไปแล้ว และ หน่อต่อๆๆไปทุก 4 เดือน   แต่ในช่วงการออก ปลีกล้วยเราจะงด การไว้หน่อ เพื่อให้ผลกล้วย และ เครือสมบูรณ์ดี   


            
    
                             ไว้หน่อแค่ 3-4 หน่อต่อกอ             เครือเก่าสุก เครือใหม่ก็ออกมาพอดี
   
                   
การตัดปลีกล้วย

                          เมื่อปลีกล้วยแทงเครือออก มาจนเราเห็นวาเครือกล้วยที่สมบุรณ์ หมดแล้ว ให้เราตัดปลี จากหวีสุดท้ายนับไปอีก 1 -2 หวีแล้วก็ตัด เราจะได้ไว้ใช้จับ ตอนเราตัดเครือกล้วย และ ใช้ปูนแดงหรือยากันราทา เพื่อป้องกัน การเน่า

                                                               
ตัดปลีตรงหวีที่ 14 เพราะลูกลีบเล็ก                                          เครือนี้ยังออกได้อีก เพราะปลียังใหญ่มาก


  
โรค และ แมลง

       โดยรวมแล้ว โรค ในกล้วยก็จะมีน้อยมาก ที่โรคหลัก ในที่ปลูกกล้วยมาก ก็จะเจอ โรคไฟทอปโทร่า หรือ ที่เรียกเชื้อไฟทอปโทร่า  อาจทำให้ราก เน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้ง หรือที่เรียกว่าตายพราย และ ก็มีหนอนม้วนใบ แต่ในที่นี้ผมจะไม่กล้าวถึง เพราะเราปลูกไม่มาก แค่ปลูกสวยงาม และ หลักๆๆแล้วถ้าเราดูแลจนสมบูรณ์โรค ก็เข้าทำลายได้ยากมาก ( การกำจัดโรคเชื้อไฟทอปโทร่า ผมจะนำมาลงในบล๊อคต่อไปนะครับ เพราะผมคิดว่าผมมีของดีที่ เป็นเพชฆาต ซึ่งเป็นคู่ปรับ กันแบบเอาอยู่ทีเดียว ไว้ติดตามกันนะครับ )


ชื่นชมกับความสำเร็จ

         เพียงเท่านี้เราก็จะได้กล้วยน้ำว้า แบบสวยงาม และ ไว้โชว์หน้าบ้าน หน้าร้าน หรือคนที่เรารู้จัก นอกจากนี้ก็ยัง ใช้เป็นของฝาก ที่มีความตั้งใจจริง เพราะต้องดูแล กว่าจะได้มาซึ่งของฝาก พร้อมทั้งหน้าบานเหมือนที่ผมได้กล่าวข้างต้น พร้อมทั้งยังได้เพื่อนข้างๆบ้านเราไว้ดูแลบ้านเราด้วย ดังนั้นผมจึงเอาภาพ และ สถิติ กล้วยน้ำว้าของผมที่ปลูกหน้าร้านมาฝากกันครับ

เมือครบปีสิ่งที่ได้ก็มีผลให้เราดูกัน และ ก็ไว้โชว์ทุกคน 



และแล้วก็ถึงเวลาตัดทั้งหมด 13 หวีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม
                                                                                                                                                                                                      

  ตลาด   

                 พอเห็นผลก็นึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องตลาด ปัจจุบัญตลาดมีความต้องการคอนข้างสูง เพราะเนื้องจากปี พ.ศ.2554 ทุกคนก็ทราบดีว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ เลยทำให้แหล่งปลูกกล้วยภาคกลาง เกิดน้ำท่วมและกล้วยตายเกิบหมด รวมทั้งความต้องการทางการตลาดของกล้วยน้ำว้า ในการนำไปทำขนม เลี้ยงนก และ สัตว์ต่างๆอีกหลายชนิด ทำให้ราคาคอนข้างสูง
  • ราคาขายส่งหวีละ 17 - 20 บาท
  • ราคาขายปลีก 25 - 30 บาท
แต่ท่านที่ปลูกสนุกๆๆ เอาสวยงาม ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องตลาดอยู่แล้วครับ  ส่วนของผมงวดนี้ เครือนี้ ให้ผลมา 13 หวี แจกเพื่อนบ้าน กับ ทานเอง 5 หวี มีคนมาเหมาหมด 7 หวี คูณ 20 บาท ยังได้ค่าปุ๋ย กับ ค้าน้ำคืนมา 140 สะบายๆเลยครับ

         หวีนี้ 20 ลูก เต็มๆเลยครับ 
                          



หวีใหญ่มาก เอาไม้บรรนทัดมาวัดให้เห็นกันจะๆ



วัดกันให้ดูอีกครับว่ายาวเท่าไหร




เอาเชือกมาวัดความกว้าง หรือเส้นรอบวงกันครับ              เส้นรอบวงยาวถึง 16 ซม.หนัก 150 กรัม


ตัดสินใจ
              ดูกันแล้วก็ลองตัดสินใจ มาปลูกกล้วยน้ำว้า หรือว่าชอบกล้วยอะไร ก็ลองปลูกกันเล่นๆดูนะครับ เอาสวยงาม โชว์ เป็นอาหาร หรือเป็นของฝาก แค่กล้วยๆ ก็ลองปลูกดูครับ เวลา 1 ปีอาจมีค้ามากกว่าที่คิด ขอให้สนุกกับ การปลูกกลัวยกันนะครับ




การปลูกถั่วงอก

ถั่วงอก ถือว่าเป็นพืชที่มีความเป็นมงคล และผัดถั่วงอก หมายถึง ความงอกงาม เจริญรุ่งเรืองแล้ว ยังเป็นพืชที่หลายๆคนชอบกินและนำมาทำเป็นอาหารอย่างหลากหลายด้วย
โดยการเพาะถั่วงอกในขวดพลาสติกนับเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของ คุณนิมิตร์ เทียมมงคล ซึ่งเป็นบุคคลทีได้พัฒนาวิธีการเพาะถั่วงอกไร้สารพิษมาอย่างยาวนาน คุณนิมิตร์ได้เล่าว่า ตนเองได้แนวคิดการเพาะถั่วงอกในขวดพลาสติกตอนช่วงของวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ถ้าในช่วงเวลานั้นเรามีเมล็ดถั่วเขียวที่หลายคนซื้อเก็บไว้ หรือมีชุดเพาะถั่วงอกหรือได้รับแจกเมล็ดพร้อมกับถุงยังชีพ สามารถนำมาเพาะเป็นถั่วงอก เป็นแหล่งโปรตีนและเส้นใยที่ดีได้ และเราสามารถเพาะไว้กินเองได้ง่าย ๆ โดยใช้อุปกรณ์ไม่กี่อย่างที่หาได้จากถุงยังชีพที่เราได้รับบริจาค คุณนิมิตร์ได้เล็งเห็นว่าตอนน้ำท่วมนั้น มีการแจกน้ำดื่มเป็นจำนวนมาก มีขวดน้ำดื่มที่เหลือจากการดื่มน้ำหมดแล้วกันทุก ๆ บ้านในช่วงนั้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดการเพาะถั่วงอกในขวดพลาสติก


มาเริ่มวิธีการและขั้นตอนการเพาะถั่วงอกในขวดพลาสติกกัน







 ขั้นตอนแรกนำขวดน้ำพลาสติกแบบสี่เหลี่ยมมาเจาะรูระบายน้ำ 2 แถว แถวละ 5 รู รวมทั้งหมด 10 รู
 เริ่มเจาะรูในร่องของขวดตั้งแต่ข้อที่ 4-8 และเจาะระบายอากาศบริเวณคอขวดอีก 3 รู
 และใช้มีดคัตเตอร์เปิดเป็นที่ใส่เมล็ดถั่วและรดน้ำในบริเวณขวดด้านฝั่งตรงข้ามกับที่เจาะรู (10 รู) การเจาะรูขวด
 ถ้ามีหัวแร้งจะเจาะรูได้สะดวกและรวดเร็วกว่าการใช้ธูปเจาะ แต่ถ้าไม่มีสามารถใช้ธูปแทนได้ โดยเวลาที่ใช้ธูปเจาะ
 ควรเป่าธูปให้ไฟติดเป็นสีแดง จะทำให้เจาะได้ง่ายขึ้น จากนั้นนำเมล็ดถั่วเขียวแห้งใส่ลงในขวด แล้วตั้งขวดขึ้น
 ปริมาณของเมล็ดถั่วให้ใส่เท่ากับความสูงของรอยควั่นรอยแรก (หรือข้อแรกของก้นขวด) แล้วใส่น้ำสะอาดลงในขวด
 ใช้นิ้วมือกดปิดฝาที่เราทำไว้สำหรับรดน้ำ จากนั้นนอนขวดลงแล้วเขย่าขวดไปข้างหน้าและถอยหลังเพื่อเป็นการล้างเมล็ดถั่วเขียวให้สะอาด
 ทำการล้างทำความสะอาดสัก 2-3 ครั้ง เตรียมน้ำอุ่น (โดยใช้น้ำเดือด 1 ส่วนผสมกับน้ำธรรมดา 3 ส่วน ก็จะได้น้ำอุ่นพอดี) เติมน้ำอุ่นลงไปให้สูงถึงข้อที่ 3 ของขวด
 แล้วแช่เมล็ดถั่วเขียวทิ้งไว้ 6–8 ชม. เพื่อให้เมล็ดถั่วพองตัว กระตุ้นให้เมล็ดถั่วงอกดีและที่สำคัญเป็นการช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิดด้วย
 เมื่อแช่น้ำจนได้เวลา ให้เปลี่ยนใส่น้ำธรรมดาเพื่อทำความสะอาดเมล็ดอีก 1-2 ครั้ง โดยเขย่าล้างอย่างเบามือ
 แล้วนอนขวดให้เมล็ดถั่วเขียวกระจายให้ทั่วขวด วางขวดในแนวนอน น้ำจะค่อย ๆ ไหลซึมผ่านรูที่เจาะไว้
 จากนั้นนำตะแกรงเกล็ดปลามาม้วนหุ้มปิดทับขวด เพื่อช่วยพรางแสง ช่วยลดการปะทะของน้ำที่รดลงไป
 และห่อทับอีกชั้นด้วยผ้าขนหนู หรือกระสอบ เพื่อไม่ให้แสงเข้า วันถัดมาให้รดน้ำด้วยฝักบัวหรือใช้ขันตักราด ให้น้ำค่อย ๆ ซึมผ่านรูที่เจาะไว้


ให้รดน้ำวันละ 3 เวลา คือเช้า-กลางวัน-เย็น ผ่านไป 2 วัน 3 คืน จะได้ถั่วงอกขึ้นแน่นเต็มขวดนำถั่วงอกออกจากขวดทางช่องที่เจาะไว้โดยขวดขนาด 1,500 ซีซี จะได้ถั่วงอกประมาณ 6 ขีด หรือ 600 กรัม ส่วนขวดขนาด 750 ซีซี จะได้ถั่วงอกประมาณ 300 กรัม ส่วนขวดขนาด 600 ซีซี จะได้ถั่วงอกประมาณ 200 กรัม และขวดขนาด 5 ลิตร จะได้ถั่วงอกประมาณ 4–5 กิโลกรัม