วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

การทำธุรกิจออนไลน์

สวัสดีค่ะเพื่อนๆดิฉันชื่อแป้งค่ะ
เป็นเจ้าของเว็บไซต์ ธุรกิจออนไลน์.ws แห่งนี้ค่ะ
แป้งเองเป็นคนนึงที่รักในการสร้างรายได้แบบ Passive Income และอยากมองหางานอะไรก็ได้ที่เราทำได้จากที่บ้าน และงานที่ทำไม่กี่ปีเสร็จแล้วหยุดทำได้ จะได้ไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ให้มีอิสระภาพทางด้านการเงิน เวลา และ Life Style โดยแท้จริง อยากไปไหนก็ไป อยากตื่นตอนไหนก็ได้ อยากซื้ออะไรก็ซื้อโดยไม่ต้องกังวลอะไร ถ้ามีชีวิตแบบนี้ได้มันจะโคตรสุดยอดไปเลย!! ใช่ไหมคะเพื่อนๆ
และใน"ทุกๆวันนี้ แป้งก็สามารถมีชีวิตในแบบที่แป้งต้องการไปได้แล้วประมาณ 80% ค่ะ" เอาง่ายๆว่า แป้งไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร ทำธุรกิจตอนไหนก็ได้ที่มีคอมและเน็ต อยากไปไหนกับคนที่เรารักในวันที่คนอื่นเค้าทำงานก็ทำได้ค่ะ และนี่ก็คือชีวิตที่แป้งเลือก และมันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ หากเพื่อนๆมีความต้องการคล้ายๆกันกับแป้ง นับว่าเราโชคดีมากที่มาพบเจอกันค่ะ
และทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าแป้งไม่เริ่มมองหาอะไรให้ชีวิตซะที จาก "จุดเริ่มต้น" ที่แป้งมองหาธุรกิจที่ตอบโจทย์รูปแบบชีวิต "ทำที่บ้าน ไม่ต้องขาย ไม่ต้องตื๊อ ไม่ต้องชวน แต่เป็นการสร้างเครือข่ายจริงๆ" และเหมือนสวรรค์เป็นใจ ที่พาแป้งมาเจอกับ "ธุรกิจออนไลน์" ที่นี่ ที่สามารถสร้างรายได้ให้เราอย่างมั่นคงจริงๆ จากการทํางานผ่านเน็ตล้วนๆ โดยไม่ต้องออกจากบ้านเลยแม้แต่ก้าวเดียวจริงๆค่ะ
บอกได้คำเดียวค่ะว่า โดนใจสุดๆ
"ทำธุรกิจออนไลน์กับระบบที่นี่เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่แป้งค้นหามาตลอด"
เพราะรูปแบบการทำธุรกิจออนไลน์ "มีโมเดลธุรกิจที่มันง่ายกว่าและใช้เวลาในการ ศึกษาและเริ่มต้นที่รวดเร็ว" และที่สำคัญ "เป็นธุรกิจที่สามารถ ทำเงินออนไลน์ได้จริง ด้วย ระบบทํางานผ่านเน็ต 100% ที่ไม่ขายสินค้า, ไม่เดินทางอบรม, ไม่ชวนคนอีกต่างหาก และเป็นธุรกิจระยะยาวอีกด้วย" โดยที่ แป้งใช้แค่เพียง "คอมพิวเตอร์" และ "อินเตอร์เน็ต" เท่านั้น ในการ ทํางานผ่านเน็ต แป้งได้ทุ่มเทใช้เวลาช่วงแรกๆในการ Set ระบบ แล้วหลังจากนั้น ธุรกิจออนไลน์ของแป้งมันก็ทำเงินให้เองแบบ "Automatic Income" ออนไลน์ 24 ชม. แม้ยามที่เราหลับ! จากนั้นแป้งก็ปรับปรุง"ระบบ"มาตลอด จนรายได้ของแป้งก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ กลายมาเป็น "Passive Income" และยิ่งกว่านั้น ธุรกิจออนไลน์ นี้ก็ยังสามารถ "ขยายไปได้ทั่วโลก" กว่า 86 ประเทศ เพราะนี่คือธุรกิจออนไลน์ ที่ "ใช้เวลาช่วงหนึ่งในการหาเงินใช้ทั้งชีวิต ไม่ใช่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการหาเงินใช้ไปวันๆ" สิ่งที่แป้งได้เรียนรู้คือ "ความสำเร็จเกิดจากการเรียนรู้และลงมือทำสม่ำเสมอ" เพราะแป้งเชื่อว่า..ศักยภาพของคนเรานั้นไร้ขีดจำกัด!

วิธีปลูกสลัด

   วิธีปลูกผักสลัดในกระถางลงดิน สำหรับปลูกผักสลัดกินเองที่บ้าน ด้วยการเพาะเมล็ด วิธีปลูกผักสลัดในกระถางง่าย ๆ จะใช้ทดลองปลูกผักสลัดขายก็ทำได้เช่นกัน
 
        สำหรับคนรักสุขภาพที่อยากมีผักสด ๆ กินที่บ้าน วันนี้กระปุกดอทคอมก็ขอเอาใจด้วยวิธีปลูกผักสลัดในกระถางลงดิน ไว้ปลูกผักสลัดกินที่บ้าน 7 ชนิด ส่วนใครอยากทดลองปลูกผักสลัดขายก็สามารถทำได้ ด้วยวิธีปลูกผักสลัดในกระถางเป็นง่าย ๆ จากการเพาะเมล็ดลงดิน ใช้พื้นที่ไม่มากแต่ก็ปลูกผักไว้กินเองที่บ้านได้เหมือนกัน ว่าแล้วก็ตามไปดูกันเลยว่ามีวิธีปลูกผักสลัดในกระถางลงดินอย่างไรบ้าง 

ภาพจาก saltandpepperthearth 
 
1. ผักกาดคอส (Cos Lettuce)

          หนึ่งในผักสลัดยอดนิยมของคนรักสุขภาพ ลักษณะลำต้นเป็นกอ มีทั้งใบเรียวยาวและใบกลมบาง ออกใบเรียงซ้อนสลับกันเป็นช่อ ปลูกโดยนำเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์มาเพาะในกระถางต้นกล้าที่มีดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี ผสมปุ๋ย และวัตถุอินทรีต่าง ๆ โดยฝังเมล็ดลงในดินให้ลึก 1/8 นิ้ว ลำต้นจะงอกขึ้นมาประมาณ 1 นิ้ว ภายใน 3-4 สัปดาห์ จากนั้นก็ทำการย้ายต้นกล้ามาปลูกในกระถางใหญ่ แต่ก่อนย้ายแนะนำให้ลดปริมาณน้ำและอุณหภูมิโดยรอบลงเล็กน้อยเป็นเวลา 3 วันก่อนย้ายลงกระถางใหญ่ เพื่อให้ต้นกล้านั้นสมบูรณ์แข็งแรง หลังย้ายเสร็จควรตั้งกระถางให้อยู่ในที่ที่มีแดดรำไร ดูแลรดน้ำให้ดินชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ดินแห้งจนเกินไป และบำรุงด้วยปุ๋ยไนโตรเจนผสมน้ำให้ผลผลิตงอกงาม หลังจากเพาะเมล็ดแล้วนับไปอีก 70-75 วัน ก็สามารถเก็บมากินได้

ภาพจาก highergroundveggies
 
2. ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด (Butterhead Lettuce)
 
          ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด มีลักษณะเป็นหัว ออกใบเรียงซ้อนสลับกัน และมีเนื้อสัมผัสนุ่มนวล วิธีปลูกเริ่มจากเพาะเมล็ดในกระถางเพาะกล้าให้ต้นเจริญเติบโตแข็งแรงและมีความสูงประมาณ 4 นิ้ว ซึ่งในระหว่างที่เพาะควรตั้งกระถางไว้ในที่ร่ม หลังจากนั้นก็ย้ายมาปลูกในกระถางใบใหญ่ที่มีดินร่วนระบายน้ำได้ดีผสมกับปุ๋ยคอกและใบไม้  ตั้งกระถางให้อยู่ในที่ที่มีแดดส่องถึงหรือมีแดดรำไร ดูแลรดน้ำให้ดินชุ่มชื่นแต่อย่าแฉะจนมีน้ำขัง สามารถเก็บเกี่ยวผลิตได้ภายใน 65-80 วัน หลังเพาะเมล็ด
 
ภาพจาก Stacie Burke 

3. ผักกาดแก้ว (Iceberg Lettuce) crisphead
          แม้ว่าผักกาดแก้วจะเป็นผักสลัดเมืองหนาว แต่ถ้าเราดูแลเป็นอย่างดีก็จะงอกงามได้เหมือนกัน โดยนำเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์มาเพาะลงในถาดเพาะกล้า หลุมละประมาณ 2-3 เมล็ด ดูแลรดน้ำให้ดินชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งถาดไว้ในที่ร่ม ต้นอ่อนจะเริ่มเจริญเติบโตขึ้นมาภายใน 5-10 วัน ตัดต้นอ่อนที่ไม่แข็งแรงทิ้งไป ให้เหลือแต่ต้นที่แข็งแรงที่สุดของแต่ละหลุม แล้วนำมาปลูกในกระถางใบใหญ่ใส่ดินร่วนผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก เศษใบไม้แห้ง และเศษอินทรีอื่น ๆ ตั้งกระถางอยู่ในที่ร่ม อย่าปล่อยให้ตากแดดมากไป ไม่เช่นนั้นใบจะไหม้เอาได้ ดูแลรดน้ำให้ดินชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ต้องไม่แฉะจนเกินไป หมั่นบำรุงด้วยปุ๋ยไนโตรเจนผสมน้ำเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม เมื่อผักกาดมีขนาดหัวที่ใหญ่ หนา และใบขึ้นซ้อนแน่นเต็มที่ก็สามารถเก็บกินได้เลย

 
4. ผักกาดคอรัล (Red Leaf Lettuce)

          ผัดกาดเรดคอรัล มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม ใบหยัก และมีสีน้ำตาลอมแดง เนื้อสัมผัสนุ่ม ส่วนวิธีการปลูกจะคล้ายกับการปลูกผักกาดคอส โดยการเพาะเมล็ดในกระถางหรือถาดเพาะกล้า ที่มีดินร่วนผสมเศษใบไม้และวัตถุอินทรีต่าง ๆ ต้นอ่อนจะเจริญเติบโตสูง 1 นิ้ว ภายใน 3-4 สัปดาห์ ก่อนย้ายกระถางอย่าลืมลดน้ำและอุณหภูมิโดยรอบเพื่อให้ต้นแข็งแรงซะก่อน แล้วค่อยย้ายมาปลูกในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ใบไม้ หรือเศษอินทรี ตั้งกระถางเอาไว้ในที่ที่มีแดดรำไร ดูแลรดน้ำแบบให้ดินชุ่มชื่นและฉีดพ่นน้ำเพื่อลดอุณหภูมิโดยรอบ เลือกใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนปานกลางจะได้ไม่รุนแรงจนเกินไป หลังจากเพาะเมล็ดและนับไปอีก 45-55 วัน ก็ถึงเวลาเก็บผักมากินได้
 
ภาพจาก charlesdowding 

5. ชิโครรี (Chicory)
 
          ชิโครรี มีลักษณะลำต้นเรียวยาว ออกใบยาว ขอบใบหยับ และมีรสขมเล็กน้อย ปลูกโดยนำเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์มาฝังในกระถางเพาะกล้าใส่ดินร่วนผสมปุ๋ยคอกและวัตถุอินทรีต่าง ๆ ตั้งเอาไว้ในที่แดดรำไร ดูแลรดน้ำให้ดินชุ่ม รวมทั้งให้ปุ๋ยละลายน้ำทุก 2 สัปดาห์ ต้นอ่อนจะเจริญเติบโตสูงประมาณ 7-11 นิ้ว จากนั้นนำไปปลูกในกระถางใบใหญ่ที่มีดินร่วน ปุ๋ยคอก และอินทรีวัตถุอื่น ๆ  ดูแลรดน้ำตามปกติ หลังจากลงเมล็ดปลูกได้สัก 60-70 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ภาพจาก marksvegplot 
 
6. เรดิชิโอ (Radicchio)

          เรดิชิโอ เป็นผักในตระกูลผักกาด มีลักษณะคล้ายหัวกะหล่ำ ออกใบสีม่วงอมแดง มีเส้นใบสีขาว วิธีปลูกให้นำเมล็ดมาเพาะต้นอ่อนในกระถางเพาะ ที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยและวัตถุอินทรีต่าง ๆ อย่าฝังเมล็ดให้ลึกจนเจอไป รดน้ำให้หน้าดินชุ่มชื่นอยู่เสมอ เมื่อต้นอ่อนงอกขึ้นมา 1 นิ้ว ให้ตัดต้นอ่อนที่ไม่แข็งแรงทิ้งไป ให้เหลือแต่ต้นที่แข็งแรงที่สุดไว้ แล้วย้ายลงมาปลูกในกระถางใหญ่ที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยและวัตถุอินทรีเหมือนเดิม ตั้งกระถางในที่ที่มีแดดรำไร ดูแลรดน้ำอย่าปล่อยให้ดินแห้ง ให้ดินมีความชุ่มชื่นอยู่เสมอ หลังจากเพาะเมล็ดเรียบร้อยแล้ว ก็นับไปอีก 80-90 วัน จึงจะเก็บกินได้
 
ภาพจาก grow-it-organically

7. เรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค (Red Oak, Green Oak)
 
          เรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค เป็นผักสลัดยอดนิยมอีกหนึ่งชนิด ที่มีทั้งใบสีแดงและใบสีเขียว ออกใบซ้อนกัน ขอบใบหยัก ลำต้นอวบสั้น และเนื้อสัมผัสนุ่ม สามารถเจริญเติบโตในดินที่มีค่าความเป็นกรดอยู่ที่ 6.0-6.5 หากจะปลูกให้นำเมล็ดที่สมบูรณ์มาปลูกลงในกระถางธรรมดา หรือจะแยกปลูกในกระถางเพาะกล้าก่อนก็ได้ ฝังเมล็ดลงในดินร่วนที่ผสมปุ๋ยและอินทรีย์ต่าง ๆ ให้ลึกประมาณ 4 นิ้ว กลบดินทับบาง ๆ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ ตั้งในที่แดดรำไร เมื่อต้นอ่อนงอกสูง 1-2 นิ้ว ถ้าเลือกวิธีเพาะต้นกล้าก็สามารถย้ายมาปลูกในกระถางใหญ่ในตอนนี้ได้เลย แล้วตั้งกระถางให้ในที่ที่มีแดดส่องถึง หมั่นรดน้ำให้ดินชุ่มชื่น และให้สารอาหารแก่พืชด้วยปุ๋ยละลายน้ำ ผักสลัดชนิดนี้เจริญเติบโตเร็ว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากเพาะเมล็ด ภายใน 10-14 วัน  

ขอขอบคุณข้อมูลจาก heirloom-organics, bonnieplants, harvesttotable, gardenersnet, wikihow และ diynetwork

วิธีปลูกต้นทานตะวันออน

 คนรักสุขภาพต้องรู้ ! วิธีปลูกต้นอ่อนทานตะวันกินเองง่าย ๆ เก็บไว้ทำเมนูต้นอ่อนทานตะวัน ได้มากมาย อร่อยง่าย ๆ ได้ประโยชน์ ไปซื้อเมล็ดทานตะวันมารอได้แล้ว 

          เราอาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักผักออร์แกนิกที่มาจากการเพาะเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ จนได้ต้นอ่อน เช่น ข้าวกล้องงอกจากการเพาะข้าวกล้อง ถั่วงอกจากการเพาะเมล็ดถั่วเขียว ถั่วงอกหัวโตจากการเพาะเมล็ดถั่วเหลือง หรือผักโต้วเหมี่ยวจากการเพาะเมล็ดถั่วลันเตา เป็นต้น ซึ่งต้นอ่อนจากธัญพืชเหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ เป็นผักอนามัยไร้สารพิษ แถมยังอร่อยอีกด้วย

          และในวันนี้เราจะพามารู้จักกับต้นอ่อนจากธัญพืชอีกชนิดหนึ่งคือ ทานตะวันงอก หรือต้นอ่อนทานตะวัน (Sunflower Sprout) จากการเพาะเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นผักทางเลือกใหม่ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงทีเดียว มีโปรตีนสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆ มีวิตามินหลายชนิดทั้ง วิตามินเอ วิตามินอี ที่สามารถช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 ที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมด้วย
          ทานตะวันงอกจะมีกลิ่นหอม กรอบ และมีรสชาติหวาน สามารถกินได้ทั้งแบบสด หรือจะนำไปปรุงอาหารเป็นเมนูอร่อย ๆ ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ใส่ในสลัดหรือยำแซบ ๆ จะนำไปผัดเป็นเมนูทานตะวันงอกผัดน้ำมันหอย ทำอาหารประเภทต้มและแกง จับใส่ลงในแกงจืด แกงส้ม แกงเลียง หรือใส่ในก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอกก็อร่อย หรือจะนำไปทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็ได้ด้วย

          และในวันนี้เราก็ขอนำเสนอวิธีการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกด้วยวิธีง่าย ๆ จาก คุณหมูน้อย พ่ะน่ะ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝากให้ลองเพาะกินเองที่บ้าน สะอาด ปลอดภัย แถมประหยัดอีกด้วยนะคะ แถมพ่วงวิธีเพาะถั่วงอกกินเองด้วย มาดูกันเลยจ้า

วิธีเพาะเมล็ดทานตะวันงอก

          อิอิ กระทู้นี้หมูน้อยคนจนสิพาเฮ็ดเพาะเมล็ดทานตะวันงอกไว้กินเองเด้อพี่น้อง ไปซื้อเขากินแพงโพด ๆ ปลูกเองโลดงั้น ที่เขาขายกันก็ 150-300 บาทต่อกิโลกรัม จ๊าก! แพงอิหลี งั้นมาประหยัดเพาะกินกันเองดีกว่าเนาะ ๆ

อุปกรณ์ที่หาได้มีจังซี่เด้อ

          1. เมล็ดทานตะวันสีดำ (Black Oil Sunflower Seeds) สีดำ ๆ ที่ร้านขายอาหารนกหรือร้านอาหารสัตว์นั่นแหล่ะ เอาพันธุ์สีดำ ถ้าพันธุ์เมล็ดสีลาย ๆ ขาวดำไม่เอาเด้อ อัตราการงอกมันน้อย มันงอกยาก พ่ะน่ะ 

          2. ถาดหรือกระบะทึบแสง 2 อัน (หมูน้อยคนจนซื้อถาดถ่ายน้ำมันเครื่องพลาสติก มันถูกดี ฮ่า ๆ ๆ ประยุกต์เอา มีอะไรก็เอาอันนั้นแหละ)

          3. ดินพอจั๊กหน่อย

          4. สเปรย์สำหรับฉีดน้ำเปล่า

วิธีปลูกต้นหอม

การปลูกต้นหอม



หอม
 หรือ Shallot ผัก พื้นบ้านที่เราแสนจะคุ้นเคย เราจะเจอต้นหอมได้บ่อยๆทั้งในไข่เจียว ไข่ตุ๋น ในน้ำแกงจืด หรือแม้แต่ในก๋วยเตี๋ยวหรือเมนูยำต่างๆ ล้วนต้องใส่ต้นหอมทั้งนั้นค่ะ เด็กมักจะเขี่ยต้นหอมทิ้ง เพราะดูแล้วชิ้นเล็กๆเขียวแกมขาว ดูไม่ค่อยจะเด่นและมีประโยชน์เท่าไร ทั้งรสชาติก็เผ็ดร้อนและมีกลิ่นฉุนอีกด้วย แต่ต้นหอมนี้เอง ที่มีคุณค่าอาหารหลายชนิด เช่น แคลเซียมและฟอสฟอรัส ในสัดส่วนที่เหมาะสมแก่ร่างกาย ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน และสารพวกฟลาโวนอยด์บางชนิด เช่น เควอทิซีน และสไปริโอไซด์ ที่เป็นเกราะสำคัญในการป้องกันมะเร็งที่เราพบในไวน์แดง


คุณประโยชน์ ต้นหอมแม้จะมีกลิ่นฉุน แต่รสเผ็ดร้อนของต้นหอมก็แกล้มอาหารจีน แก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดี จะสังเกตุว่าบนโต๊ะจีนมักนิยมทานต้นหอมจิ้มมัสตาร์ด ให้รสชาติที่เข้มขึ้นอีกทั้งความฉุนของต้นหอมเมื่อนำไปบุบแล้วพอกตรงที่ถูก แมลง กัดต่อย ก็แก้ปวดได้ชะงัด แถมยังแก้อาการเป็นหวัด คัดจมูก เมื่อบุบต้นหอมดม ทำให้จมูกโล่งได้นะคะ เมื่อบริโภคต้นหอมสดๆ ยังได้เบต้าแคโรทีน มากถึง 76.30 ไมโครกรัม วิตามินซีสด 22 มิลลิกรัม แคลเซียม 47 กรัม และฟอสฟอรัสถึง 33 กรัมต่อต้นหอมที่บริโภค 100 กรัม ต้นหอมยังช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือด ควบคุมความดันโลหิตสูง และป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตันอีกด้วย


การปลูก
การเพาะปลูกต้นหอมนั้นทำได้ 2 วิธี คือ ใช้หัวปลูก หรือใช้เมล็ดหว่าน แต่การใช้เมล็ดจะประหยัดกว่า ใช้เวลาในการปลูก 45 วัน แต่ที่นิยมปลูกจะใช้หัวปลูกเพราะระยะเวลาการเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 30-32 วันต้องรดน้ำทั้งเช้าเย็น จนเมื่อต้นเริ่มมีใบยื่นยาว ลดน้ำลงเหลือเพียงวันละครั้ง เคล็ดลับปลูกต้นหอมให้งามอยู่ที่การคลุมดินให้คงความชื้นไว้ แต่ระบายน้ำได้ดี โดยการนำเอาฟางแห้ง หญ้าแห้ง เปลือกถั่วลิสง หรือแกลบดิน คลุมหน้าดินไว้ ต้นหอมโตเต็มที่สามารถนำมาใช้งานได้ สูงประมาณ 1 ฟุตกว่าๆ ก็ถอนมาได้เลยค่ะ ส่วนแมลงศัตรูตัวร้ายของต้นหอมคือ เพลี้ยไฟ ใช้แลนเนท 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 10 ลิตร แล้วฉีดพ่น 7-10 วันครั้ง เพื่อป้องกัน หากเกิดเพลี้ยไฟ ก็ฉีดพ่น 3-4 วันครั้งหอมแบ่งเท่าที่บ้านผมปลูกนะจะมี 3 สายพันธ์ คือ1.พันธ์ที่มาจากนครพนม2.พันธ์ที่มาจากเชียงใหม่ (หอมเหนือ)3.พันธ์ที่มาอินโดนิเชียลักษณะทั้ง 3 สายพันธ์นี้จะชอบฤดูการปลูกที่แตกต่างกัน
เช่นครั้ง
พันธ์ที่มาจากนครพนมจะมีความทนทานต่อหน้าฝนพันธ์ที่มาจากเชียงใหม่ --จะให้ผลผลิตมากในช่วงหน้าหนาว
พันธ์ที่มาอินโดนิเชีย--พันธ์นี้จะพิเศษกว่าเพื่อนทนได้ทาน ต้นใหญ่ใบหนาทนต่อโรค และสภาพอากาศ แต่ข้อเสียกลิ่นค่อนข้างแรงกว่า 2 สายพันธ์ที่กว่ามา

ขั้นตอนการปลูกหอม
เริ่มต้นจากการเตรียมดิน
ก่อนที่เราจะเริ่มปลูกเราควร

เตรียมดิน อย่างน้อย 1 อาทิตย์ โดยไถพรวนดิน ภายในอาทิตย์นั้นๆ 2 ครั้ง โดย
3 วันไถครั้งหนึ่ง เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วเราก็เริ่มลงมือปลูกเลย

สิ่งที่ต้องเตรียม
1.พันธ์หอมแบ่ง
2.ฟางข้าว หรือ แกลบ
3.อุปกรณ์ทำแปลงผัก เช่น จอบ คราด

เมื่อเราเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างแล้วเรามาลงมือเลย

1.เริ่มจากการไถแปลงขนาดกว้าง 1.5 เมตร ความยาวแล้วแต่ความสะดวกในการรดน้ำ
2.เมื่อไถเสร็จเราก็เริ่มเขี่ยแปลงโดยใช้คราด ให้ดินสม่ำเสมอกัน
3.เมื่อแปลงเรียบดีแล้ว ก็ลงมือ ปักพันธ์ หอมลงในดินเลย ก่อนที่เราจะปักลงเราควรแกะกรีบหอมออกก่อน ระยะห่างระหว่างหัวประมาณ 3x3 ซม
4.เมื่อปักพันธ์หอมเสร็จเราก็นำฟางข้าว หรือ ว่า แกลบ มาคุมแปลง เพื่อดูซับความชื่น ในแปลงผัก
5. หลังจากนั้นเราก็รดน้ำ เช้า-เย็น
6. เมื่อผักเริ่มงอกและลำต้นยาว ประมาณ 3 ซม ระยะนี้จะใช้เวลา 10 วัน ให้เราเริ่มใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 ปุ๋ย ชีวภาพ หรือ เคมีก็ได้ ถ้าเป็นเคมี แนะนำ สูตร 16-8-8 และก็ฉีดฮอร์โมน หรือ 

EM
7. ควรดูแลวัชพืช ช่วงนี้ด้วย
8.เมื่อผ่านไป 20 วัน เราก็เริ่มใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 และก็ทำเหมือนกันกับ ขั้นตอนที่ 6
9.เมื่อผักมีอายุ 30-32 วัน เราก็เริ่มเก็บได้

โรคและศัตรู1.โรคโครนเน่า เกิดจากช่วงที่ฝนตกติดต่อกัน หลายๆ วัน แล้วดินมันแชะ
2. หนอน กินใบ หนอนจะมีสองแบบ คือ กินในหลอด และกินนอกหลอด ให้สังเกต ว่าหอมเรามีอาการเหียวเฉา หรือ ไม ถ้ามีอาการ แบบนั้น ก็ให้ไป แกะดูในใบหอม เริ่ม หากเจอ หนอนในหลอด ก็ฉีดฉีดยา ฆ่ามันเลย

วิธีปลูกผักชี

   วิธีปลูกผักชี มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายอย่าง แต่วิธีปลูกผักชีในกระถางจะช่วยให้คุณหยิบมาปรุงอาหารและรับประทานได้ง่าย แต่จะมีขั้นตอนการปลูกอย่างไร ลองไปอ่านข้อมูลกันค่ะ
          หลายบ้านที่พอมีพื้นที่สำหรับทำสวน ก็มักจะอยากมีแปลงพืชผักสวนครัวเล็ก ๆ เอาไว้ปลูกรับประทานกันเองในครอบครัว แต่สำหรับบ้านไหนที่มีพื้นที่จำกัด แต่ก็อยากจะมีต้นผักชีต้นเล็ก ๆ สักต้นสองต้นเอาไว้ปรุงอาหารหรือรับประทานเป็นเครื่องเคียง วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีปลูกผักชีในกระถาง ให้ลองไปทำกันค่ะ นอกจากจะประหยัดพื้นที่แล้ว ยังปลูกได้ไม่ยากอย่างที่คิดด้วย

รู้จักกับผักชี

          ผักชี คือ พืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสั้น ประมาณ 40-60 วันเท่านั้น โดยผักชีที่นิยมปลูกกันในประเทศไทยคือ ผักชีพันธุ์สิงคโปร์, พันธุ์สิงคโปร์เมล็ดดำ และพันธุ์ไต้หวัน เป็นต้น ในการปรุงอาหาร คนไทยจัดผักชีเป็นเครื่องเทศที่มีไว้ใส่น้ำซุป และเป็นเครื่องเคียงอื่น ๆ เพราะผักชีสามารถนำมาปรุงอาหารได้ทุกส่วนของต้นและยังช่วยดับกลิ่นคาวจากเนื้อสัตว์ได้ด้วย

ประโยชน์ของผักชี


        -  ใช้เป็นเครื่องเทศช่วยปรุงอาหารให้รสชาติดีมากขึ้น โดยสามาถใช้ได้ทั้ง ใบ ราก และลำต้น

        -  มีสรรพคุณช่วยย่อย บำรุงกระเพาะ ขับลมพิษ ลดน้ำตาลในเลือด ขับลม เป็นต้น

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

        -   เมล็ดพันธุ์ผักชี สามารถหาซื้อได้ตามแหล่งขายเมล็ดพันธุ์ผักทั่วไป

        -  กระถาง

        -  ดินร่วน

        -  ปุ๋ยคอก

        -  ทราย หรือขี้เถ้า

        -  ฟางข้าว หรือหญ้าแห้ง




วิธีปลูกผักชีในกระถาง

          1. เตรียมดินสำหรับปลูก ด้วยการตากดินสัก 1 สัปดาห์ แล้วพรวนดินให้แตกเป็นก้อนเล็ก ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสดคลุกเคล้าเข้าไป

          2. บดเมล็ดพันธุ์ผักชีที่ซื้อมาให้แตกออกเป็น 2 ซีก แล้วนำเมล็ดไปแช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง

          3. นำเมล็ดพันธุ์ผักชีที่แช่น้ำแล้วไปผึ่งลม ผสมกับทรายหรือขี้เถ้าเล็กน้อย

          4. เมื่อเห็นเมล็ดเริ่มงอก ให้นำไปใส่กระถางปลูกที่เตรียมดินเอาไว้แล้ว จากนั้นคลุมด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

          5. รอเก็บเกี่ยวมารับประทานในอีก 30-45 วัน โดยเวลาถอนให้รดน้ำจนดินชุ่มก่อน และควรถอนทั้งราก

การดูแลรักษา

          1. รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

          2. เมื่อผักชีแตกใบให้ใส่ปุ๋ยหมัก หรือถ้าจะเร่งให้งามเร็ว ๆ ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต อัตราส่วน 3-4 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ แล้วนำไปฉีดพ่นเบา ๆ

          3. ผักชีชอบอากาศเย็น แต่เมื่อเริ่มโตแล้วควรให้โดนแดดอ่อน ๆ ยามเช้าบ้าง

          ได้รู้จักกับวิธีปลูกผักชีในกระถางแล้ว หากบ้านไหนอยากลองไปปลูกผักชีต้นเล็ก ๆ เอาไว้รับประทานเป็นพืชสวนครัว ลองไปลองปลูกผักชีตามขั้นตอนเหล่านี้ดูนะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
vichakaset.comdoae.go.th

วิธีออมเงิน

พูดถึงคำว่า ออมเงิน เราคงจำคำสอนของพ่อแม่ได้นะครับ ว่ามีเงินก็ต้องเก็บออม ได้ค่าขนมก็ใช้ให้เหลือ เก็บมาหยอดใส่กระปุกออมสิน ตอนเด็กๆ ก็พอจะทำได้บ้างอยู่หรอก แต่พอโตขึ้น รู้สึกว่าการออมเงินแม้แต่จำนวนสักเพียงนิดจากเงินเดือน ทำไมถึงทำยากขนาดนี้
มีคนจำนวนมากที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนจัดการเงิน ทำให้เราไม่มีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือน เผลอๆ กลับมีหนี้บัตรเครดิตจนคนรอบข้างเอือมก็มีนะครับ

เรื่องน่าอ่าน: คนรวยเขา ออมเงิน กันยังไง

การออมเงิน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องยากครับ เรามาดูวิธีการออมเงินง่ายๆ 5 วิธี ที่จะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างชิลๆ กันครับ

1. ออมวันละ 20 บาท

เงิน 20 บาท ฟังดูน้อยมากเลยใช่ไหมครับ แล้วแบบนี้จะออมเงินเป็นก้อนได้จริงๆ หรอ? บอกเลยว่าอย่าดูถูกธนบัตรใบน้อยครับ หากคุณทำติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน (วันหยุด ก็อย่าหยุดออม นะครับ) คุณจะมีเงินออมถึง 600 บาท แล้วถ้าออมติดต่อกัน 1 ปีล่ะ? คุณจะมีเงินออมถึง 7,300 บาทเลยล่ะ! (ห้ามแกะเงินออกมาใช้ล่ะ!)
สำหรับคนที่มองว่า ยังไงก็น้อยไปอยู่ดี อาจจะเปลี่ยนจาก 20 บาทเป็นออมวันละ 50 บาท หรือ 100 บาทก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การสร้างนิสัยการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ และการสร้างวินัยการออมเงินของตนเอง อย่าหาข้ออ้างนะครับ ใกล้สิ้นเดือนแล้ว ขอตามใจตัวเองหน่อยด้วยการนำเงินที่ต้องออมไปใช้ เพราะเมื่อคุณทำอย่างนั้นครั้งหนึ่ง ครั้งต่อๆ ไปก็จะตามมา สุดท้ายก็ออมเงินแทบไม่ได้เหมือนเดิมครับ

2. มีสลึง พึงบรรจบ ให้ครบบาท …

หากวันนี้เราไปทำงาน ใช้เงินยังไงหากเราไม่พยายามจะใช้ให้หมดก็จะต้องได้เศษเงินทอน ได้เหรียญกลับมาบ้านแน่นอน จริงไหมครับ ก็ออมเหรียญนี่ล่ะครับ ได้มาเท่าไหร่ ก็เก็บใส่กระปุก อย่าเอาออกมาใช้ อาจจะใช้ขวดน้ำ กระป๋องอาหารล้างแล้วเจาะรูหยอดเหรียญ ทำเป็นกระปุกออมสินแบบแนวๆ ก็ได้ครับ ผมแนะนำใช้ขวดน้ำ หรือพาชนะใสๆ เพราะเราหยอดทุกวันๆ เห็นจำนวนเหรียญมันเพิ่มขึ้นๆ เป็นกำลังใจให้เราออมต่อไปได้ครับ

3. แบ่งเงินใส่ถุง

ให้คุณลองสังเกตตัวเองดูว่า เฉลี่ยแล้วในแต่ละวันเสียเงินไปประมาณกี่บาท บวกเงินเข้าไปอีกนิดหน่อยเผื่อมีอะไรฉุกเฉิน หาตัวเลขกลมๆ ไว้ แล้วให้นำเงินมาใส่ถุงเพื่อใช้ในแต่ละวัน เช่น หากคุณใช้เงินวันละไม่เกิน 200 บาท ก็อาจจะใส่ซองไว้ 250 บาท เป็นจำนวนซองเท่าจำนวนวันในเดือนนั้น จากนั้นก่อนออกไปเรียนหรือไปทำงาน ก็หยิบซองเงินมาหนึ่งซอง การทำอย่างนี้จะช่วยให้คุณใช้เงินในจำนวนจำกัด ที่เหลือจะได้ออมหมด และฝึกให้คุณวางแผนจัดการเงินในมืออย่างมีคุณค่ามากที่สุดด้วย

4. กินแค่ 150 ถ้าเกิน ต้องหยอดกระปุกตามที่เกิน

กำหนดเลยว่า ภายในหนึ่งวัน คุณต้องใช้เงินไปกับค่าอาหารแค่ประมาณ 100 บาทเท่านั้น หากเกินกว่านี้ เช่น คุณจ่ายค่าอาหารไป 200 บาทวันนี้ แสดงว่าคุณต้องหยอดกระปุกเป็นเงิน 50 บาท วิธีนี้นอกจากจะได้จำกัดงบประมาณตนเองในการเลือกซื้ออาหาร ยังได้ออมเงินเพิ่มอีกนิดๆ ด้วย แบบนี้เงินเก็บหนาแน่นอน

5. มีหลายๆ กระปุก

สำหรับวิธีนี้ ง่ายๆ เลยก็คือ ให้หากระปุกมาหลายๆ กระปุก จากนั้นก็เขียนแปะลงไปบนแต่ละกระปุกเลยว่า อันนี้เก็บไปจ่ายอะไร เช่น ค่ารองเท้าทำงานคู่ใหม่ ค่าทริปไปต่างประเทศ เป็นต้น การทำอย่างนี้จะช่วยให้กำลังใจให้คุณในการออมเงินเพื่อเป้าหมายอะไรบางอย่าง คุณอาจนำวิธีออมเงินอื่นๆ มาประยุกต์ใช้กับวิธีนี้ด้วยก็ได้ ถึงเวลาที่จะต้องใช้เงิน ก็แคะกระปุกมานับดู

6. หักเศษเงินเดือน

สมมุติ คุณได้เงินเดือน 14,570 บาท ก็ลองเอา 570 บาทที่เป็นเศษออกมาเก็บไว้ เท่านี้ก็ได้รู้แล้วว่า อย่างน้อยๆ เนี่ย เดือนนี้ฉันมีเงินเก็บ 570 บาทแล้วนะ ง่ายๆ เลยใช่ไหมล่ะ นี่ยังไม่รวมกับการใช้วิธีอื่นๆ อีกในการออมเงินอีกนะเนี่ย

7. เจอแบงค์ใหม่ อย่าใช้

ถ้าคุณได้ธนบัตรใหม่ที่ใบยังสวยๆ เหมือนกับยังไม่เคยผ่านมือใครมาก่อน ให้คุณเก็บไว้เลย ซึ่งคุณอาจถามกลับว่า ถ้าไปกดเงินมา หรือไปธนาคารแล้วได้ธนบัตรใหม่มาทั้งหมดเลย แต่ต้องกินต้องใช้นี่? ก็ถ้าเป็นธนบัตร 1,000 หรือ 500 บาท ยังไงก็ต้องนำไปใช้แหละเนอะ แต่ถ้าเจอธนบัตรย่อยๆ อย่าง 100 หรือ 50 บาท อย่างนี้อย่าใช้ รีบเก็บเลย

8. ออมเท่าค่ากาแฟ

คุณเป็นหนึ่งในคนที่ซื้อกาแฟทุกเช้าเพื่อให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าพร้อมทำงานหรือเปล่า? ยิ่งซื้อจากร้านชื่อดังบางร้านแล้ว มูลค่าแทบจะเทียบเท่าอาหาร 3 มื้อเลยด้วยซ้ำ วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้มองเห็นว่า การซื้อกาแฟจากร้าน ซึ่งดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย จริงๆ แล้วเมื่อทำทุกวัน จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายตรงนี้แหละที่ทำให้เงินออมเราหายไปเป็นจำนวนมาก
สมมุติคุณซื้อกาแฟทุกวันที่ไปทำงาน ราคาแก้วละ 70 บาท คุณจะได้ออมเงิน 1,400 บาทจากวิธีนี้เพียงอย่างเดียว แต่ก็เท่ากับว่าคุณเสียเงินไป 1,400 บาทด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าซื้อกาแฟน้อยลง เงินที่จะบินออกจากกระเป๋าเงินของคุณก็จะน้อยลง และส่วนนั้นก็จะสามารถกลายมาเป็นเงินออมได้โดยปริยาย

9. ออม 10% จากเงินที่ได้

พ่อค้าแม่ค้า เงินที่ได้มามักจะไม่ค่อยได้เก็บเพราะเอาไปหมุนเงินซื้อของเพื่อนำมาขายต่ออีกเรื่อยๆ มีเงินในบัญชีหรือในมือเมื่อไรก็เอาไปลงกับการซื้อของหมด ดังนั้น ลองใช้วิธี ออม 10% จากเงินที่ได้ในแต่ละวัน เช่น วันนี้ขายของได้ 5,000 บาท ก็ให้หยอดลงกระปุก 500 บาท วันไหนขายได้มากก็มีเงินออมมาก วันไหนขายได้น้อยก็มีเงินออมน้อย แต่ที่สำคัญคือเรามีเงินออมทุกวันนะครับ
สำหรับผู้ที่ทำงานรับเงินเดือน เราก็สามารถทำวิธีนี้ได้เหมือนกัน คือเก็บเงินจากเงินเดือน แบ่งออกมา 10% ทุกเดือนๆ แล้วฝากธนาคาร โดยเราจะต้องไม่นำเงินส่วนนี้ออกมาใช้เลย หากเราได้เงินเดือนละ 15,000 บาทก็เก็บเดือนละ 1,500 บาท เป็นต้น สิ้นปีที มาตรวจสอบบัญชีอีกทีอาจจะมีมากกว่าที่เราคิดก็ได้นะครับ
การออมเงินจริงๆ แล้วเราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการออมเพียงแค่วันละนิดวันละหน่อย โดยเน้นที่การสร้างนิสัย และวินัยในการออมเงิน ออมวันละนิดก็ยังดีกว่ามัวแต่นั่งคิดว่าออมไม่ไหวนยะครับ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันกันนะครับ ได้ผลยังไง มีวิธีดีๆ ใหม่ๆ ได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังในคอมเม้นได้เลยครับ
ติดตามคำแนะนำด้านการเงินเพิ่มเติมได้ที่ MoneyGuru.co.th เว็บไซต์เปรียบเทียบประกันรถยนต์ ที่จะช่วยให้ทุกคนได้ออมเงินมากขึ้น!
ขอบคุณข้อมูลจาก mthai, aommoney, pomshare

หน้าเนียนใส

 วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว เคล็ดลับดี ๆ ที่ต้องบอกต่อ งานนี้ใครได้ลองแล้วจะรักเลย คอนเฟิร์ม !

          ทุกวันนี้สาว ๆ หันมาให้ความสนใจและดูแลตัวเองกันมากขึ้น เพราะใคร ๆ ก็อยากจะดูดีดูสวยในสายตาคนอื่น ๆ ทั้งนี้ถ้าอยากจะดูดีแบบไร้ที่ติแล้วละก็ นอกจากเสื้อผ้า ทรงผม รูปร่าง และผิวพรรณที่ต้องให้ความสำคัญแล้ว เรื่องหน้าตาก็ถือเป็นปราการด่านแรกที่จะทำให้คนอื่นหันมาสนใจและประทับใจเราตั้งแต่แรกเห็นได้เช่นกันนะคะสาว ๆ ดังนั้นอย่ารอช้ากันอยู่เลยค่ะ รีบหันมาบำรุงความสวยด้วยการทำให้หน้าเนียนใสไร้สิวกันเลยดีกว่า ซึ่งเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้หลาย ๆ คนอาจจะยังแก้ไม่ตก เพราะไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหนดีเพื่อทำให้หน้าสวยใส ดังนั้นวันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำ 8 วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิวที่สาว ๆ กำลังตามหามาฝากกันแล้วค่ะ บอกเลยว่าใครได้ลองแล้วจะต้องรัก เพราะเห็นผลดีจริง ๆ เอ้า ! ตามไปดูกันเลย... (แล้วอย่าลืมบอกต่อกันด้วยล่ะ ^^)

วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

1. สวยใสไร้สิวด้วย "น้ำมะนาว"


          มะนาว ถือเป็นตัวช่วยที่จะทำให้สาว ๆ มีใบหน้าที่เนียนใสไร้สิวได้อย่างเห็นผลและรวดเร็ว เพราะน้ำมะนาวจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียอันเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว ทำให้ใบหน้าขาวใส โดยวิธีทำก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่บีบน้ำมะนาวสด ๆ ลงในถ้วย จากนั้นใช้สำลีชุบแล้วนำมาทาบริเวณใบหน้า หรือหัวสิว ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาทีแล้วล้างหน้าให้สะอาด ทำแบบนี้บ่อย ๆ จะช่วยให้สิวอักเสบยุบลง ไม่มีสิวใหม่มากวนใจ และยังจะช่วยลดเลือนจุดด่างดำบนใบหน้าทำให้หน้าขาวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย

วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

2. สวยใสไร้สิวด้วย "น้ำผึ้ง"


          สรรพคุณของน้ำผึ้งนั้นมีประโยชน์มากมาย กับผิวหน้าก็เช่นกัน เพราะน้ำผึ้งจะช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียทำให้ไม่เป็นสิวง่าย อีกทั้งยังทำให้หน้าเนียนนุ่มมากขึ้น เพียงแค่นำน้ำผึ้งมานวดหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ล้างออกให้สะอาด หลังล้างหน้าจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวหน้านุ่มและชุ่มชื้นขึ้น หากยิ่งทำบ่อย ๆ นอกจากหน้าจะเนียนใสแล้วยังจะไม่มีสิวมากวนใจอีกด้วย

วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

3. สวยใสไร้สิวด้วย "แอปเปิล"


          แอปเปิล เป็นผลไม้ที่จะช่วยขจัดความหมองคล้ำของใบหน้าให้ขาวกระจ่างใส อีกทั้งยังช่วยลดริ้วรอย และรอยแดงจากสิวให้หายได้เร็วขึ้น โดยให้นำแอปเปิล 1 ลูกไปปั่นให้ละเอียดโดยไม่ต้องปอกเปลือก จากนั้นบีบน้ำมะนาวครึ่งลูกลงไป คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วให้นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า พักทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ค่อยล้างออกให้สะอาด สูตรนี้เดือนหนึ่งสามารถทำได้ประมาณ 2-3 ครั้งค่ะ
วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

4. สวยใสไร้สิวด้วย "ขมิ้น"


          ขมิ้น เป็นสมุนไพรที่จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังทำให้สิวอักเสบยุบลงได้ง่าย และช่วยให้รอยสิวเก่าจางลง โดยให้นำผงขมิ้นชันมาผสมกับน้ำผึ้งและนมสด เมื่อคนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ล้างออกให้สะอาด ทำบ่อย ๆ ผิวหน้าของคุณจะเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ สิวน้อยลง เพราะขมิ้นจะช่วยยับยั้งการเกิดสิวใหม่ได้เป็นอย่างดี

วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

5. กำจัดสิวเสี้ยนด้วย "ไข่ขาว"


          ไข่ขาว ถือเป็นผู้ช่วยชั้นดีในการกำจัดสิวเสี้ยนและสิวหัวดำ อีกทั้งยังจะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างหมดจด โดยเริ่มจากล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น จากนั้นนำไข่ขาวมาทาให้ทั่วใบหน้า เสร็จแล้วให้ใช้สำลีแผ่นบาง ๆ แปะทับลงไปให้ทั่ว ทิ้งไว้จนรู้สึกหน้าตึง ๆ และไข่ขาวเริ่มแห้งให้ลอกแผ่นสำลีออกเบา ๆ สิวเสี้ยนจะหลุดออกมา จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อปิดรูขุมขน สูตรนี้ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หน้าจะใสปิ๊ง ไม่มีสิว อีกทั้งรูขุมขนก็จะเล็กลงอีกด้วย
วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

6. สครับหน้าใสด้วย "โยเกิร์ต"


          การสครับผิวหน้าจะช่วยขจัดความหมองคล้ำ และกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ทำให้หน้าขาวกระจ่างใสไร้สิว โดยให้นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติครึ่งถ้วย มาผสมกับเกลือป่นอีกครึ่งช้อนโต๊ะ คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นให้นำมาขัดผิวหน้าอย่างเบามือ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ล้างออกให้สะอาด โดย 1 สัปดาห์ควรสครับผิวหน้าอย่างน้อย 1 ครั้ง

วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

7. ดื่มน้ำมาก ๆ


          ถ้าอยากมีผิวหน้าผิวพรรณที่สดใส ร่างกายจำเป็นต้องดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้หญิงควรจะต้องดื่มน้ำอย่างต่ำประมาณวันละ 2 ลิตร (8-9 แก้ว) แต่ถ้าอยากจะมีหน้าใส ไม่เป็นสิวบ่อย ๆ ควรจะดื่มน้ำให้ได้มากกว่าวันละ 2 ลิตรนะคะสาว ๆ

วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิว

8. ทาครีมบำรุงผิวหน้าที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ AHA และวิตามินซี


          การเลือกครีมบำรุงผิวหน้าก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกันนะคะสาว ๆ เพราะผิวหน้าของเราต้องการการบำรุง ซึ่งครีมที่เหมาะสมควรจะมีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว, มีส่วนผสมของ AHA จากธรรมชาติที่จะช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส รวมถึงวิตามินซีที่จะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสและไม่มีริ้วรอยก่อนวัย

          วิธีทําให้หน้าเนียนใสไร้สิวเหล่านี้ต้องบอกเลยว่าง่ายมาก ๆ แถมยังเห็นผลดีจริง ไม่เชื่อสาว ๆ ก็ลองไปพิสูจน์กันดูได้เลย ^^ ทั้งนี้ได้ผลแล้วก็แล้วอย่าลืมบอกต่อความสวยให้กับเพื่อน ๆ กันด้วยนะคะ